กลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตตั้งข้อสงสัยมานาน สำหรับนางร้ายสาวสุดแซ่บ “ไอซ์-อภิษฎา เครือคงคา” ที่ขยันลงรูปพาลูกสาวเที่ยวแต่กลับไร้เงาภาพคู่สามีนักธุรกิจชาวต่างชาติ จนโดนพวกรถทัวร์ปล่อยข่าวลือกวนใจว่าเป็นโลกใบที่สอง ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเปิดอกพูดถึงเรื่องนี้แบบหมดเปลือกผ่านรายการ [ขมคอ Story Podcast] EP.103 เผยถึงมรสุมชีวิตช่วงตั้งครรภ์ และเหตุผลที่แท้จริงที่ไม่ขอเปิดเผยตัวตนสามีลงโลกโซเชียล

ไอซ์ เล่าว่า “ตอนที่เราประกาศท้อง แล้วก็มีคนเข้ามาร่วมยินดี แต่ก็มีคนรู้สึกว่า เราไม่แต่งงานเหรอ เราไม่ทำตามสเต็ป ซึ่งเราต้องการแบบนี้ เราไม่ได้ชอบงานแต่งงานขนาดนั้น เราเลือกที่อยากมีครอบครัว อยากมีลูก พอประกาศมีลูก สักพักหนึ่งก็มีข่าว อยู่ดี ๆ มีคนมาบอกว่าเราเป็นโลกใบที่สอง เขามีสามีคนเดียวกับเรา อยากจะบอกว่า คนนี้มาคอย DM หาเพื่อนไอซ์เยอะแยะไปหมด แล้วเพื่อนก็มาบอกเรา ซึ่งเราก็รู้ว่าเขาเข้ามาก่อกวนเรา เราก็บอกว่า ช่างมันเถอะ เราก็ไม่แคร์เพราะมันไม่ใช่ความจริง ณ ตอนนั้นก็คิดว่าจะปล่อยให้เขาเป็นอากาศ จะไม่สน แล้วก็บินไปเที่ยวอเมริกา แล้วคนนั้นเขาก็เปลี่ยนหัวไอจีเป็น ฉันแชร์สามีคนเดียวกับไอซ์ อภิษฎา 

พอเขาเปลี่ยนหัวแบบนั้น นักข่าวก็เอามาเล่นแล้ว ทำให้เรารู้เลยว่าประมาทเกินไป จากตอนแรกถ้าเราบล็อกก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แล้วตอนนั้นเราอยู่อเมริกาเวลามันห่างกันเยอะมาก ตื่นมาอีกทีเป็นข่าวไปแล้ว ไม่คิดว่าจะเรื่องใหญ่ได้ขนาดนี้ ณ ตอนนั้นมันเกิดขึ้นแล้ว มีหลายคนส่งมาให้เราอ่านเราเห็น เราอ่านแล้วใจตุ้บๆ ทั้งๆ ที่รู้นะ เราก็เหมือนไม่มีสติเหมือนกัน ไปนั่งอ่านแล้วก็ เหรอ สามีชวนเขาไปโน้นนี่นั่นเหรอ แล้วไปนั่งดูปฏิทินของตัวเองว่า ณ ตอนนั้นเราทำอะไรกัน แต่เราอยู่ด้วยกัน ก็ไปคิดว่าแล้วมันหาเวลาไปด้วยกันตอนไหน เราเองยังหลุดเริ่มไขว้เขวเลย 

ก็พยายามเรียกสติกลับมา ซึ่ง ณ ตอนนั้นเราอยู่ด้วยกัน เราอย่าลืมว่าคนทำแบบนี้เขาต้องการทำอะไร ประเด็นคือเขาต้องการให้เราไม่มีความสุข ให้เราเลิกกัน แต่เราก็เป็นสายนักสู้ ก็บอกกับตัวเองเลยว่า ฝันไปเถอะ เราจะไม่ให้ในสิ่งที่เขาต้องการ ก็คือมันยิ่งทำให้เรารักกันมากขึ้น ณ วันนั้นที่เกิดขึ้น สามีบอกว่า เลือกคนไม่ผิด ไม่คิดว่าเราเป็นคนที่เข้มแข็งขนาดนั้น และตอนนั้นเราต้องเป็นคนที่ไปเทคแคร์ความรู้สึกเขา เพราะเขาไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เขาโดนเขียน โดนแต่งเรื่อง และเขาบอกว่านี่ไงคือผลของโลกโซเชียล 

ด้วยความเป็นคนไพรเวซี่ ชอบความสงบ ซึ่งเขารู้ว่าเราคือดารา เขาก็บอกเขาไม่ได้แคร์อะไรแต่พอเกิดเรื่องนั้นขึ้นเขาพูดกับเราเลยว่าเธอเห็นข้อเสียของโซเชียลไหม ใครจะเขียนอะไรก็ได้ และเขาเองเป็นคนบอกเราว่าเธอจะไม่ฟ้องเหรอ เธอจะไม่สู้เหรอ เพราะคนที่ประเทศเขามาทำกันแบบนี้ไม่ได้นะ  เราก็เลยเรียกทนายมาคุย มานั่งอ่านข้อความที่แต่ละคนเขียน มันมีแต่เอเนอร์จี้ลบๆ เรารู้สึกว่าเราจะอ้วก เรารับไม่ได้ มันมีแค่ว่าถ้าจะสู้ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด อีนี่ต้องตายกันไปข้างนึง แต่ ณ วันนั้นเรากลับรู้สึกว่าหรือเราปล่อยไปดี เพราะเราท้องอยู่ เราไม่อยากเอาสิ่งเสียๆ ไปเก็บไว้ในร่างกายแม้กระทั่งนั่งอ่านข้อความพวกนั้น 

ถ้าเราออกมาพูด ณ วันนั้น ว่าไม่จริงก็จะมีทั้งคนเชื่อและคนไม่เชื่อ แต่ถ้าเราไม่พูดอะไรเลย ณ วันนั้นก็มีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อข่าวนี้อยู่แล้ว ไอซ์ถามเพื่อนไอซ์ว่าอ่านแล้วรู้สึกยังไง เพื่อนบอกถ้ากูเป็นเมียนะ กูต้องออกมามีตัวตนค่ะ แล้วยิ่งถ้ามีลูกกับเขา กูต้องออกมาเป็นตัวเป็นตน กูไม่ออกมาเป็นอวตาร เพราะว่าฉันคือเมียค่ะ  จะไม่มานั่งเขียนบรรยายอะไรมากมาย เราก็เออว่ะ จริงด้วย แล้วเรารู้สึกว่าเราไม่พร้อมรับมือ ถ้าเราออกมาพูดแล้วคนยังบอกว่าไม่จริง โกหก ณ ตอนนั้นเราเลยรู้สึกว่าเราขอไม่พูดถึงเลยดีกว่า เพราะเราเชื่อว่าความจริงก็คือความจริง แต่มันก็มีข้อเสียของการไม่ออกมาเคลียร์นะ เพราะคนก็เข้าใจแบบนั้นไปเลย คนคิดว่าถ้าไม่จริงก็ต้องออกมาพูดสิ แต่สำหรับเราวิธีการแก้ไขปัญหาของเราคืออะไรที่ไม่จริงฉันจะไม่พูด เราจะไม่ให้ค่า แต่ถ้าเรื่องนั้นจริงฉันจะออกมาพูดว่ามันเป็นอย่างนั้น

แต่มันก็ใช้เวลานานมาก ทุกวันนี้ที่ไม่ลงรูปสามี คนก็จะคิดว่าก็เธอแชร์สามีกับคนอื่น อยากให้เข้าใจว่าที่เราไม่เอาลงเพราะว่า เราเห็นโลกโซเชียลว่า เขาไม่จำเป็นที่จะต้องมาโดนอะไรขนาดนี้ เราก็ให้เกียรติเขา ในโลกของความเป็นจริงเขาไม่ขาดตกบกพร่องอะไรเลย เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ไม่ขาดตกบกพร่องอะไรเลย ชีวิตจริงของเรามันโอเคมากๆ เรามีความสุขกันมาก แต่ในโลกโซเชียล เราไม่ได้มาป่าวประกาศ แต่อยากจะบอกว่า ฉันก็มีความสุขของฉัน

ถามว่ารู้สึกยังไงบ้างที่ไม่มีรูปครอบครัวอยู่บนโลกโซเชียลเลย แต่เรามีรูปครอบครัวใส่กรอบอยู่ในทุกมุมบ้าน นี่คือโลกแห่งความเป็นจริงของเรา ทำให้การบอกทุกอย่างในโซเชียลของเรามันลดลงมากๆ เลย  สามีบอกว่าความเชื่อของที่บ้านเขาที่เขาโดนสอนมา คนยุโรปบอกว่า เธอจะต้องไม่อวดความสุขของเธอเกินไป ปัญหาทั้งหมดมันมาจากคนอิจฉา แต่ในเอเชีย ถ้าเธอปิด เธอแปลก เธอต้องเปิด ยิ่งถ้าเธอมีความสุขเธอต้องเปิด”

ไอซ์ เล่าต่อว่า “ตอนแรกเรามีความคิดที่ต่างกันมาเลย เพราะเราอยู่ในวงการบันเทิง เราต้องแชร์ แต่เขามาในครอบครัวที่แบบว่า เธอมีความสุขได้ แต่เธอไม่ต้องแชร์ การแชร์มันเป็นการสร้างปัญหาให้เธอ คุณแม่เขาสอนมาแบบนี้ อย่างไปเจอเขาบอกว่า เธอเอารูปลูกลงโซเชียลไม่ได้นะ แต่เรื่องนี้คุยกับสามี ตอนแรกสามีก็ไม่อยากหรอก แต่ตอนหลังเขาก็เข้าใจว่าเราเป็นดารา เก็บลูกก็ไม่ได้ เก็บเขาได้พอเข้าใจ แต่เก็บลูกไม่ได้หรอก เขาก็บอกว่า ณ ตอนนี้เธอลงได้ แต่เธอต้องลงและต้องคิดถึงอนาคตของลูก ในการที่ลูกย้อนกลับมาดูคลิปนี้ด้วยนะ เอายังไงก็ได้ให้ลูกไม่โกรธเธอ เธอต้องรับผิดชอบ นี่คือการกระทำของเธอ

แล้วสามีบอกว่า ถ้าลูกรู้เรื่องแล้วเขาไปโรงเรียนและกลับมาถามว่า ทำไมเพื่อนรู้ว่าลูกไปเที่ยวที่นี่มา รู้ว่าไปทำอันนี้มาเพราะแม่ลง ถ้าวันหนึ่งลูกต้องการความเป็นส่วนตัวเหมือนเขา เธอต้องให้เกียรติลูกในการให้สเปซลูกในการไม่โพสต์ลง 

สามีก็ถามว่าไม่รู้สึกแปลกเหรอว่าเราไปเที่ยวไหนและโพสต์ลง เราก็บอกว่า ไม่นะ ทุกคนก็ไปเที่ยวและเช็กอินโรงแรมนี้มั้ย แต่สำหรับเขามองว่ามันไม่เซฟนะ ในการที่จะให้คนรู้ว่าเธอพักอยู่ที่ไหน ซึ่งมันเป็นความคิดที่ต่างกันมาก แต่เหตุผลเขาก็ฟังขึ้นนะ เขาบอกว่า ถ้าเธอจะโพสต์ช่วยให้เราจบทริปก่อน ออกจากที่พักนี้ก่อนแล้วค่อยลงก็ได้ 

หรือถ้าเป็นบ้าน เขาขอไม่ลงได้มั้ยว่าอยู่ที่ไหน มีอะไรในบ้าน มันไม่ปลอดภัย แต่คนไทยลงสิในบ้านฉันมีอะไรบ้าง แต่เขามองว่ามันไม่ต้องให้ใครรู้มั้ยว่าที่บ้านเรามีอะไรอยู่ที่ไหนยังไง มันเลยต้องมีตรงกลาง”

ขอบคุณภาพจาก:ขมคอ Story