การจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพของมาเลเซีย เมื่อปี 2565 ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ดูเหมือนจะเป็นทางออกในการยุติความวุ่นวายทางการเมืองของมาเลเซีย ทว่าเมื่อล่วงเข้าสู่ปี 2569 รัฐบาลผสมกลับเผชิญรอยร้าวลึกและวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างหนัก จากปัญหาความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล การลาออกของแกนนำคนสำคัญ และกระแสการยุบสภาระดับรัฐก่อนกำหนดในหลายพื้นที่สำคัญ

ปรากฏการณ์เหล่านี้นอกจากจะสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลกลางแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อโอกาสการรักษาอำนาจของอันวาร์ในการเลือกตั้งใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นไม่เกินเดือนก.พ. 2571

วิกฤติการณ์ครั้งนี้มีรากเหง้ามาจากสามปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน เริ่มจากความล่าช้าในการปฏิรูปเชิงระบบและประเด็นจริยธรรม รัฐบาลอันวาร์เลือกที่จะให้น้ำหนักกับเสถียรภาพของรัฐบาลผสมมากกว่าการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างตามที่เคยสัญญาไว้ ซ้ำร้ายการลดโทษจำคุกของอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค และคดีอื้อฉาวทางการเมืองที่เกี่ยวกับนายอาหมัด ซาฮิด ฮามิดี รองนายกรัฐมนตรี ได้ทำลายความเชื่อมั่นของกลุ่มเสรีนิยมและคนรุ่นใหม่ที่เป็นฐานเสียงหลักอย่างมาก

ในด้านนโยบายเศรษฐกิจรัดเข็มขัด เพื่อควบคุมหนี้สาธารณะ รัฐบาลมาเลเซียปรับลดเงินอุดหนุนในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะแผนการยกเลิกเงินอุดหนุนเชื้อเพลิง มาตรการนี้ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนพุ่งสูงขึ้นทันที และกลายเป็นประเด็นโจมตีหลักที่กลุ่มการเมืองฝ่ายค้านนำมาใช้สร้างกระแสต่อต้านรัฐบาลในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งระดับฐานราก

ศึกสายเลือดในพันธมิตรปากาตัน ฮาราปัน และการเติบโตของพรรคเบอร์ซามา เมื่อพรรคยุติธรรมประชาชน ( พีเคอาร์ ) ของของอันวาร์ ซึ่งเป็นแกนนำของปากาตัน ฮาราปัน เผชิญกับภาวะ “เลือดไหล” ครั้งใหญ่ ในเดือนพ.ค. ปีนี้ เมื่อสมาชิกพรรรคคนสำคัญสองคนซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย ประกาศลาออกจากทั้งการเป็นสมาชิกรัฐสภาและสมาชิกพรรค เพื่อไปก่อตั้งพรรคเบอร์ซามา ในฐานะ “ทางเลือกที่สาม”

แม้ในทีแรกหลายฝ่ายมองว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ “เป็นการเสี่ยงตาย” แต่กลับกลายเป็นว่า สามารถดึงดูดอดีตสมาชิกพรรคพีเคอาร์ และผู้สมัครใหม่มากกว่า 18,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผิดหวังกับรัฐบาลอันวาร์เข้าร่วมพรรคใหม่ ส่งผลให้พรรคพีเคอาร์ตกอยู่ในสภาพบาดเจ็บและระส่ำระสายอย่างรุนแรง

นอกจากนั้น ความตึงเครียดทางการเมืองส่งผลให้เกิดการเลือกตั้งก่อนกำหนดระดับท้องถิ่นในหลายรัฐสำคัญ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสนามทดสอบความนิยมของอันวาร์ ก่อนถึงการเลือกตั้งใหญ่

รัฐยะโฮร์ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อจัดเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน แม้กลุ่มบารีซัน นาซิโอนัล และปากาตัน ฮาราปัน ของอันวาร์ จะเป็นพันธมิตรกันในระดับรัฐบาลกลาง แต่ในการเลือกตั้งท้องถิ่นของรัฐยะโฮร์ ทั้งสองพรรคกลับประกาศส่งผู้สมัครแข่งขันกันเองครบทั้ง 56 ที่นั่ง ตอกย้ำภาพความขัดแย้งภายในรัฐบาลผสมอย่างชัดเจน

เพื่อตอบโต้ความเคลื่อนไหวของในบารีซัน นาซิโอนัล ที่รัฐยะโฮร์ รัฐเนกรีเซมบิลันซึ่งปากาตัน ฮาราปัน ครองเสียงข้างมากในสภาท้องถิ่น ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องโครงสร้างบริหารระดับสูงในท้องถิ่น และยังมีรายงานว่า อีกหลายรัฐมีแนวโน้มยุบสภาเช่นกัน

รอยร้าวและการแข่งกันเองของพรรคร่วมรัฐบาลเปิดโอกาสทองให้พรรคฝ่ายค้านหลัก อย่างพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย ( ปาส ) ขยายอิทธิพลของกระแสอนุรักษนิยมมุสลิมได้มากขึ้นจากฐานเสียงเดิม หากอันวาร์ตัดสินใจยุบสภาใหญ่เพื่อจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด

ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและการตัดลดงบประมาณสนับสนุนหลายโครงการ ปากาตัน ฮาราปัน และพรรคพีเคอาร์ของอันวาร์เอง มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียคะแนนทั้งจากชาวจีนและชาวมลายู ซึ่งจะส่งผลให้อันวาร์พ่ายแพ้การเลือกตั้งระดับชาติ และสูญเสียอำนาจการบริหารประเทศในที่สุด.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS