เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) รักษาการผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยว่า กทท. เปิดให้บริการพื้นที่ปฏิบัติงานตู้สินค้า LCL IMPORT สำหรับเรือลำเลียงชายฝั่ง (BARGE) โดยเฉพาะ ณ โรงพักสินค้า 8 และ 9 ท่าเรือกรุงเทพ อย่างเป็นทางการ รองรับปริมาณตู้สินค้าจากเรือชายฝั่งที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะตู้สินค้าที่ลำเลียงจากท่าเรือแหลมฉบัง นับเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือ และเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเพิ่มขีดความสามารถการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความคล่องตัว ปลอดภัย ลดระยะเวลารอคอยของผู้ใช้บริการ และสนับสนุนการขนส่งทางลำน้ำภายในประเทศ ลดการจราจรทางบก

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร กล่าวอีกว่า เดิมมีการใช้พื้นที่ร่วมกันระหว่างเรือตู้สินค้า (Feeder) และเรือชายฝั่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ซึ่งการปรับปรุง และแยกพื้นที่ปฏิบัติงานใหม่ บริเวณโรงพักสินค้า 8 และ 9 มีเนื้อที่รวมกว่า 22,000 ตารางเมตร(ตร.ม.) เชื่อมต่อถนนสาย 2 และอยู่ใกล้ลานวางตู้สินค้า จะช่วยอำนวยความสะดวกต่อการขนถ่าย และเคลื่อนย้ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อเรือเทียบท่า และตู้สินค้ามาถึง จะสามารถเปิดตู้ และบริหารจัดการสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้กระบวนการนำเข้าสินค้ามีความรวดเร็วมากขึ้น ลดระยะเวลารอคอยของผู้ใช้บริการ ลดระยะทางการวิ่งของรถหัวลาก และการรื้อย้ายตู้สินค้าที่ไม่จำเป็น เพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ลดความแออัดภายในพื้นที่ท่าเรือ รวมถึงช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการโดยรวมด้วย

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร กล่าวต่อว่า สำหรับ LCL IMPORT (Less than Container Load Import) คือ การนำเข้าสินค้าแบบไม่เต็มตู้คอนเทนเนอร์ โดยเป็นการรวบรวมสินค้าของผู้นำเข้าหลายรายไว้ภายในตู้เดียวกัน เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่ง และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่ตู้สินค้า เมื่อเรือเดินทางมาถึงท่าเรือ จะต้องมีการเปิดตู้ คัดแยก ตรวจสอบ จัดเก็บ และส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการแต่ละรายอย่างเป็นระบบ จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการดำเนินงานดังกล่าว

การเปิดให้บริการพื้นที่เฉพาะสำหรับตู้สินค้า LCL IMPORT ครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่งสินค้าทางลำน้ำผ่านท่าเรือชายฝั่ง ลดต้นทุน และระยะเวลาในการดำเนินงานของสายเรือ ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ใช้บริการ ช่วยให้การหมุนเวียนตู้สินค้า และการกระจายสินค้าเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งช่วยลดปริมาณรถบรรทุกบนถนน สนับสนุนการขนส่งทางน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบการขนส่งที่ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ กทท. จะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ปฏิบัติงาน และระบบบริหารจัดการท่าเรือให้มีความทันสมัย มีมาตรฐาน เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ เสริมศักยภาพการขนส่งไทย และขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างครบวงจร.