จากรายงานผลการสำรวจความน่าดึงดูดด้านการลงทุน (EY Attractiveness Survey 2026) ซึ่งจัดทำโดยบริษัท อีวาย (เอินส์ท แอนด์ ยัง) ประจำปี 2569 ระบุว่า ฝรั่งเศสยังคงรักษาตำแหน่งประเทศที่ได้รับการเลือกเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ มากที่สุดในภูมิภาคยุโรปติดต่อกันเป็นปีที่ 7


ผลการสำรวจดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุน ที่มีต่อการดำเนินนโยบายเชิงปฏิรูปของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2560 ตลอดจนปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการลงทุนของประเทศ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำในวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสูง ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ที่รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีศักยภาพ แรงงานที่มีทักษะสูง ระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนกฎระเบียบและมาตรการด้านภาษีที่เอื้อต่อการลงทุน


ในปี 2568 ฝรั่งเศสมีโครงการลงทุนจำนวนทั้งสิ้น 852 โครงการ มากกว่าสหราชอาณาจักร (730 โครงการ) และเยอรมนี (548 โครงการ) สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของฝรั่งเศสในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของยุโรป ท่ามกลางบริบทความท้าทายในระดับสากลอันเนื่องมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ


ในห้วงการเยือนประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงมหาดไทย ได้พบหารือกับนักลงทุนและผู้บริหารบริษัทไทยรายใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจในฝรั่งเศส จำนวน 3 บริษัท ได้แก่


● บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (Thai Union Europe)
(อุตสาหกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารทะเล)
● บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) (Indorama Ventures)
(อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และการรีไซเคิลพลาสติก)
● บริษัท มัด แอนด์ ฮาวด์ จำกัด (มหาชน) (Mud and Hound) (ธุรกิจร้านอาหารและแฟรนไชส์)

การขยายการลงทุนของบริษัทต่างชาติหลายแห่งในฝรั่งเศส สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างประเทศ ที่มีต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจและความน่าดึงดูดด้านการลงทุนของฝรั่งเศส


เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ฝรั่งเศสได้จัดการประชุมสุดยอดด้านการลงทุน “Choose France” ครั้งที่ 9 ณ พระราชวังแวร์ซายส์ กรุงปารีส โดยมีการจัดการหารือแบบทวิภาคีระหว่างประธานาธิบดีฝรั่งเศส คณะรัฐมนตรี และผู้บริหารภาคธุรกิจทั้งจากฝรั่งเศสและต่างประเทศ เกือบ 400 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการลงทุนและการขยายกิจการในฝรั่งเศส


การประชุมดังกล่าว มีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทต่างชาติมากกว่า 200 ราย จากเกือบ 50 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งนับเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีทั้งบริษัทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาลงทุนในฝรั่งเศสและบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในฝรั่งเศสอยู่แล้ว อาทิ บริษัท มาร์ส อินคอร์ปอเรท (Mars  Incorporate) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีแผนลงทุนมูลค่า 100 ล้านยูโรในโรงงานของบริษัท ในฝรั่งเศส และบริษัท พรีสเมี่ยน (Prysmian) จากอิตาลี ซึ่งมีแผนลงทุนเพิ่มเติมอีก 28 ล้านยูโร เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตสายเคเบิลไฟฟ้าเทคโนโลยีขั้นสูง


ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากปัจจัยพื้นฐานทางโครงสร้างที่แข็งแกร่งของฝรั่งเศส อันประกอบด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำในวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสูง ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ที่รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีศักยภาพ แรงงานที่มีทักษะสูง ระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมทั้งการดำเนินนโยบายและการปฏิรูปที่เอื้อต่อการลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่มีบทบาทสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนในฝรั่งเศส ได้แก่


● เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Centers)
● อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
● พลังงานคาร์บอนต่ำ
● ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีดิจิทัล
● ระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน


ฝรั่งเศสยังคงมุ่งมั่นในการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง และเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนในระดับแนวหน้าของโลก


ผลการสำรวจดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของฝรั่งเศสในการดึงดูดการลงทุนที่มีมูลค่าเพิ่มและนวัตกรรมสูง พร้อมทั้งตอกย้ำบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และการเงินที่สำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป.

ขอขอบคุณ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย