ท่ามกลางการผลักดันนโยบายและโครงการด้าน AI ของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI เป็นก้าวสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการทำงาน การเรียนรู้ และการเพิ่มผลิตภาพในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา หรือภาคอุตสาหกรรม

ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เป็นอดีตผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันเป็นกรรมการใน บริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่ง และเป็นที่ปรึกษาด้าน AI (AI Advocate) ในคณะทำงานแผนแม่บท ดิจิทัลการท่องเที่ยว กล่าวว่า เมื่อ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก บทบาทของ AI ก็ไม่ได้จำกัด อยู่เพียงการตอบคำถาม หรือสร้างเนื้อหาอีกต่อไป

ผู้ให้บริการ AI รายใหญ่กำลังพัฒนา AI Agent และบริการรูปแบบใหม่ที่สามารถค้นหา วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และดำเนินการแทนผู้ใช้งานได้โดยตรง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มใช้ AI เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาข้อมูล วางแผน ตัดสินใจ และเข้าถึงบริการต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้าและบริการ การวางแผนการท่องเที่ยว การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ หรือการติดต่อบริการภาครัฐ ดังนั้น ในการขับเคลื่อน AI ระดับประเทศ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “คนไทยเข้าถึง AI แล้วหรือยัง” แต่คือ “ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะให้ข้อมูล บริการ และผู้ประกอบการไทย ถูกค้นพบและเข้าถึงผ่าน AI”

ตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอาจใช้ AI Assistant เพื่อค้นหาโรงแรม ร้านอาหาร กิจกรรม หรือชุมชนท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยไม่เคยเข้าเว็บไซต์ของผู้ประกอบการโดยตรงเลย หากข้อมูลและบริการของไทยไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบ AI เหล่านี้ โอกาสในการถูกค้นพบ เข้าถึง และสร้างรายได้จากผู้ใช้งานทั่วโลกก็อาจลดลงตามไปด้วย

4 ด้านสำคัญที่การลงทุนด้าน AI ควรครอบคลุม

1. การเข้าถึง AI และการพัฒนาทักษะของประชาชน

การลงทุนด้าน AI ควรช่วยให้ประชาชน นักเรียน ครู ข้าราชการ และผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้อย่างทั่วถึง ตั้งแต่การใช้งาน AI ทั่วไป เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา, API ไปจนถึง AI Agent ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับทักษะ AI ของคนไทย เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี และสร้างความพร้อมให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้ในการเรียนรู้ การทำงาน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

2. การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ

นอกเหนือจากการส่งเสริมการใช้งาน ประเทศไทยควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกลางที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล บริการภาครัฐ และผู้ประกอบการไทย เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ระดับโลก การลงทุนในส่วนนี้อาจครอบคลุมการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลและบริการ การกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อข้อมูลภาครัฐ ระบบพิสูจน์ตัวตนและการให้สิทธิ์ กลไกคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และระบบกำกับดูแลการใช้งานข้อมูลอย่างโปร่งใส

แนวคิดนี้ไม่ใช่การสร้าง AI ของไทยขึ้นมาแข่งขันกับผู้ให้บริการระดับโลก แต่เป็นการสร้างรากฐานที่ทำให้ข้อมูล บริการ และผู้ประกอบการไทย สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม AI ต่าง ๆ ได้ในอนาคต ตัวอย่างเช่น ข้อมูลการท่องเที่ยวไทยสามารถถูกเข้าถึงผ่าน AI ได้อย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถถูกค้นพบผ่านแพลตฟอร์ม AI ระดับโลก บริการภาครัฐสามารถเชื่อมต่อกับ AI Assistant ได้ในอนาคต และข้อมูลหรือบริการของไทยสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วโลกผ่านช่องทาง AI ที่พวกเขาใช้งานอยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่ประเทศได้รับจึงไม่ใช่เพียงระบบเทคโนโลยีใหม่ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่า และรองรับการพัฒนาในระยะยาว

3. การใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การลงทุนด้าน AI ควรมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้ ไม่ใช่เพียงการสร้าง Chatbot หรือโครงการนำร่องเพื่อสาธิตเทคโนโลยี การลงทุนอาจอยู่ในรูปแบบของโครงการนำร่องระดับประเทศ ศูนย์สนับสนุนการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ การพัฒนา AI Agent และ Workflow Automation ตลอดจนการสร้าง Shared AI Services และ Industry Sandbox สำหรับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ

เป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างรายได้ใหม่ ตัวอย่างเช่น

  • ภาค SME ใช้ AI ด้านการขาย การตลาด การบริหารลูกค้า การจัดการสินค้า และงานเอกสารธุรกิจ
  • ภาคการท่องเที่ยว ใช้ AI เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เชื่อมโยงผู้ประกอบการ และนำเสนอข้อมูลท่องเที่ยวไทยสู่ผู้ใช้งานทั่วโลก
  • ภาคการเกษตร ใช้ AI วิเคราะห์สภาพอากาศ ผลผลิต ราคา และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรสู่ตลาด
  • ภาคการศึกษา ใช้ AI Tutor และเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล
  • ภาคสาธารณสุข ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย การเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

เป้าหมายของการลงทุนในส่วนนี้ คือการสร้าง Productivity Gain ที่สามารถวัดผลได้จริง ทั้งในด้านต้นทุน รายได้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ

4. การสร้างระบบนิเวศ AI ที่ยั่งยืนและน่าเชื่อถือ

การพัฒนา AI ในระดับประเทศควรครอบคลุมทั้งเรื่องมาตรฐาน ความปลอดภัย ธรรมาภิบาล และการพัฒนาผู้เล่นในประเทศไปพร้อมกัน การลงทุนในส่วนนี้อาจครอบคลุมการจัดทำมาตรฐานและแนวทางกำกับดูแล AI ที่เหมาะสมกับบริบทไทย การสนับสนุน Startup และผู้ประกอบการไทย การส่งเสริมมหาวิทยาลัยและงานวิจัย การพัฒนา Open Dataset และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา รวมถึงการจัดทำ Sandbox สำหรับการทดสอบนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ เป้าหมายคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

การลงทุนด้าน AI และผลลัพธ์ที่มากกว่าแค่จำนวนบัญชีผู้ใช้งาน

การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI เป็นเรื่องสำคัญและควรดำเนินต่อไป ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรได้รับโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ บริการภาครัฐที่พร้อมสำหรับยุค AI ระบบนิเวศผู้ประกอบการดิจิทัลที่เข้มแข็ง ความสามารถในการเชื่อมต่อเข้าสู่เศรษฐกิจ AI ของโลก และสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง

หากประเทศไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการวางรากฐานทั้งด้านการพัฒนาคน โครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มผลิตภาพ และระบบนิเวศ AI ไปพร้อมกัน ประเทศจะมีความพร้อมมากขึ้นสำหรับการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ ในท้ายที่สุด ประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก AI อาจไม่ใช่ประเทศที่มีโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุด แต่อาจเป็นประเทศที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล บริการ ผู้ประกอบการ และประชาชนของตนเองเข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ทั้งนี้ ข้อเสนอในบทความนี้เป็นเพียงมุมมองเชิงนโยบายเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI ของประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติย่อมต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านควบคู่กันไป ทั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ความพร้อมของหน่วยงาน กรอบกฎหมาย และงบประมาณ โดยหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบการลงทุนด้าน AI ที่สร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในระยะยาว