เมื่อเวลา 08.45 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้ว สว.) ว่า กกต. ได้เริ่มพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นนัดแรกแล้วเมื่อวานนี้ (8 มิ.ย.) โดยมีมติกำหนดกรอบการประชุมทุกวันจันทร์ แบบจันทร์เว้นจันทร์ รวมทั้งสิ้น 12 นัด สาเหตุที่จำต้องพิจารณาแบบสัปดาห์เว้นสัปดาห์ เนื่องจากคดีนี้มีเอกสารและข้อมูลหลักฐานเป็นจำนวนมาก กกต. จึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน และเพื่อวางแผนการประชุมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะใช้วิธีพิจารณาแยกเป็นรายจังหวัด ทำให้ไม่สามารถจัดประชุมในเรื่องนี้ได้ทุกวัน ส่วนวันอื่นๆ ที่เหลือ กกต. ยังคงจัดประชุมวาระปกติเรื่องอื่นตามกรอบเวลาที่มีอยู่
“เราจะพยายามทำให้เสร็จเร็วกว่ากรอบเวลาที่กำหนด แต่หากเสร็จเร็วเกินไป สังคมก็อาจจะมองว่าไม่รอบคอบ ยืนยันว่า กกต. ทุกคนนำความคิดเห็นจากทุกชั้นมาพิจารณา และต้องดูเอกสารเองทั้งหมดอย่างละเอียด ไม่มีการพิจารณาแบบรวบรัดแน่นอน” นายณรงค์ กล่าว
ประธาน กกต. เปิดเผยต่อถึงผลการประชุมนัดแรกเมื่อวานนี้ ว่า ที่ประชุมพิจารณาไปได้เพียงจังหวัดเดียว คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งถือว่าล่าช้ากว่าแผนเดิมที่ตั้งเป้าว่า จะต้องพิจารณาให้ได้หลายกลุ่มจังหวัด เนื่องจากมีข้อเท็จจริงหลายประเด็นที่ กกต. ต้องซักถามผู้ชี้แจงอย่างรอบคอบ จึงทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าที่คาดไว้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังวลจากหลายฝ่ายว่า อาจจะมีการเป่าคดี เพื่อช่วยเหลือกันเกิดขึ้นหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า กกต. ชุดนี้เป็นชุดที่เข้ามารับหน้าที่ใหม่ ทุกคนตระหนักและรับรู้เป็นอย่างดีว่าสังคมกำลังคาดหวังและมองภาพ กกต. อย่างไร
“พวกเราคุยกันตลอดว่าต้องทำหน้าที่ให้อยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เรารู้ว่าสังคมมองเราอย่างไร และเราไม่อยากให้เกิดภาพลักษณ์แบบนั้น ขอให้สังคมมั่นใจได้ว่าการประชุมของพวกเราเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด” นายณรงค์ กล่าวและว่า คำวินิจฉัยที่จะออกมาในอนาคตจะเป็นคำวินิจฉัยรวม และจะมีการลงมติพร้อมกันเพียงครั้งเดียว เนื่องจากกรรมการ กกต. ทุกคนได้รับทราบและศึกษาทั้งข้อเท็จจริง รวมถึงข้อกฎหมายร่วมกันมาโดยตลอดอยู่แล้ว
นายณรงค์ ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงานของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ท่ามกลางกระแสข่าวลือหนาหู ว่าผลคะแนนการประเมินของนายแสวงไม่ผ่านการประเมินของ กกต. ในปี 2568 ว่า ไม่ทราบว่าข่าวดังกล่าวรั่วไหลออกไปได้อย่างไร แต่เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เพื่อความรอบคอบ กกต. ชุดปัจจุบันจึงได้มีมติให้นำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทั้งหมด ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เพื่อชี้ชัดว่า การประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. ในกรณีนี้ เป็นหน้าที่หรืออำนาจของกรรมการ กกต. ชุดใด ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรอความเห็นกลับมาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมานายแสวงทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและสามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากผลประเมินเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง แล้วเกิดไม่ผ่านเกณฑ์ จะส่งผลกระทบต่อการรับรองการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวตอบว่า อย่าเพิ่งคิดอะไรร้ายแรงขนาดนั้น ทุกอย่างมีข้อกฎหมายในตัวอยู่แล้ว ตนเองคงไปชี้ไม่ได้ว่าที่ผ่านมาชอบหรือไม่ชอบด้วยข้อกฎหมาย
เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตว่า นายแสวง บุญมี อาจถูกใช้เป็นหนังหน้าไฟ คอยรับแรงปะทะแทน กกต. ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น ประธาน กกต. ได้กล่าวปฏิเสธ โดยชี้แจงว่า กกต. ทำงานในรูปแบบของคณะกรรมการ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการกำกับดูแล ส่วนเลขาธิการ กกต. ก็ทำหน้าที่ในบทบาทของท่านเอง
“ท่านไม่ใช่หนังหน้าไฟ ท่านทำหน้าที่ของท่าน ไม่ใช่ว่าเราผลักท่านไปทำหน้าที่แทน” นายณรงค์ ย้ำ
นอกจากนี้ นายณรงค์ ยังได้ปฏิเสธกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า หากผลการประเมินของเลขาธิการ กกต. ออกมาไม่ผ่านเกณฑ์ จะส่งผลลบจนนำไปสู่การแช่แข็งคดีทุจริตเลือกตั้ง หรือคดี “ฮั้ว สว.” หรือไม่ โดยยืนยันหนักแน่นว่า ทั้งสองเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน และขอให้สังคมไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะมีการแช่แข็งคดีดังกล่าวอย่างเด็ดขาด



