เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ตลาดละลายทรัพย์ ถนนสีลม เขตบางรัก โดยมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปและสะท้อนปัญหา โดยเฉพาะเรื่องทางเท้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงอยู่นั้น มีประชาชนคนหนึ่งเข้ามาถามนายชัชชาติว่า มี สก.หรือไม่ ซึ่งนายชัชชาติ ตอบทันทีว่า ตนเองลงอิสระ ไม่ได้มี สก.หากจะเลือกสก.คนใด ก็เลือกตามความเหมาะสมได้เลย

นายชัชชาติ เปิดเผยว่า ในเมืองเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเศรษฐกิจมี 2 ส่วน คือ เศรษฐกิจที่เป็นบริษัทใหญ่ ซึ่งในกรุงเทพมหานครมีอยู่ 1,400 แห่งมีการจ้างงานประมาณ 3 ล้านคน ขณะเดียวกันก็จะมีบริษัทที่เป็น SMEs ประมาณ 5 แสนแห่ง ซึ่งจ้างงานประมาณ 3 แสนคน ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยเกื้อหนุนให้เมืองเจริญเติบโตต่อไป

ขณะที่แนวนโยบายการจัดการเมือง โดยเฉพาะประเด็นการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยและการสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นายชัชชาติ ระบุว่า ปัญหาการเรียกรับส่วยหรือการรีดไถเงินจากผู้ค้า มักเกิดจากการที่จุดค้าขายอยู่นอกจุดผ่อนผันทำให้ผิดกฎหมายและกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการทุจริต กทม.จึงได้ออกระเบียบใหม่เพื่อดึงผู้ค้าเข้าสู่ระบบ จัดหาพื้นที่ขายที่เหมาะสม และจัดตั้ง “ศูนย์อิ่มท้อง” เพิ่มเติม

ซึ่งปัจจุบันสามารถลดจำนวนผู้ค้าบนทางเท้าจากเดิมลงจนเหลือประมาณ 10,000 ราย โดยกระจายไปอยู่ในพื้นที่เอกชนและจุดที่จัดเตรียมไว้ ทำให้พื้นที่ที่เคยมีปัญหาเรื้อรังอย่างโบ๊เบ๊ ตลาดลาว ถนนสีลม และถนนสุขุมวิท มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น ซึ่งผู้ค้าส่วนใหญ่ให้การตอบรับดีเพราะได้ที่ทำมาหากินที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิ์คนเดินเท้า

สำหรับแนวทางในอนาคต นายชัชชาติ ระบุว่า มีแผนจะขยาย “ศูนย์อิ่มท้อง” ให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ พร้อมนำระบบออนไลน์มาใช้บันทึกข้อมูลการค้าขายและประวัติรายได้ของผู้ค้า เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อจากธนาคาร ช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยมีเงินหมุนเวียนและมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงขึ้นแทนการค้าขายชั่วคราวบนทางเท้า

“เศรษฐกิจเมืองต้องดูแลทั้งระดับรากหญ้าและระดับบริษัท เพราะสองส่วนนี้เกื้อกูลกัน ถ้าเราทำให้บริษัทใหญ่ขึ้นได้ รากหญ้าจะดีขึ้นด้วย เพราะจะมีคนทำงานในบริษัทเยอะขึ้น ก็จะมีคนมาจับจ่ายใช้สอยในระดับข้างถนนมากขึ้น เราต้องดูแลทั้งสองส่วนไปพร้อมกัน”

ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย หากพบผู้ค้านอกจุดผ่อนผัน เจ้าหน้าที่เทศกิจจะดำเนินการปรับครั้งละ 300 ถึง 500 บาท และต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ตามคำสั่งของ ปปท. และ ปปช. โดยก่อนหมดวาระในสัปดาห์สุดท้าย ได้มีการประชุมคณะกรรมการจัดระเบียบเพื่อพิจารณาอนุมัติจุดผ่อนผันเพิ่มเติม เช่น ในพื้นที่เขตบางรัก เพื่อให้การค้าขายถูกต้องตามระเบียบ โดยเน้นย้ำว่าต้องมีบ่อดักไขมันและไม่กระทบทางเดินเท้า

นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งเทศกาลระดับโลก (World Festival) โดยเน้น 4 เทศกาลหลัก ได้แก่ สงกรานต์ (Water Festival), ลอยกระทง (Winter Festival), World Pride ในเดือนมิถุนายน และเทศกาลเคาท์ดาวน์ปีใหม่ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของถนนสีลมในช่วงสงกรานต์ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 650,000 คน ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การทำเส้นทางเดินแบบ Loop Circuit เชื่อมต่อไปยังคลองเตยหรือปทุมวัน ติดตั้งกล้อง CCTV ให้ครบ 100,000 ตัว รวมถึงจัดจุดเติมน้ำและจุดทิ้งขยะถาวรเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ นายชัชชาติ ได้ตอบคำถามกรณีการจัดระเบียบผู้ค่าทางเท้าที่อาจกระทบต่อฐานเสียง โดยยืนยันว่าต้องยึดประโยชน์ส่วนรวมและระเบียบของบ้านเมืองเป็นหลัก แต่จะใช้วิธีการประนีประนอมด้วยการให้เวลาผู้ค้าปรับตัว 6 เดือนเพื่อหาที่อยู่ใหม่ ไม่ได้สั่งให้ออกทันที

“เชื่อว่าคนอยากเห็นเมืองเป็นระเบียบน่าจะมีมากกว่าด้วยซ้ำ อยากเห็นทางเท้าที่เดินได้ดี กรุงเทพฯ ปัจจุบันเดินได้ดีขึ้น หาบเร่แผงลอยเคารพสิทธิ์มากขึ้นเหมือนแขม่วพุงอยู่ในทางเท้า ไม่ได้เลอะเทอะมาก มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เราก็จะเดินหน้าต่อเชื่อว่าการค้าขายบนถนนคงเป็นชั่วคราว อนาคตจะต้องมีความมั่นคง หาพื้นที่ตลาดเอกชน ตลาดใน กทม. สามารถวางแผนการลงทุนในชีวิตได้“

นายชัชชาติ ทิ้งท้ายว่า ขอบคุณนายจักกพันธุ์ ที่ลุยมาตลอด ช่วงแรกยกหม้อน้ำเต้าหู้ที่ถนนสีลมเอง บู๊น่าดูแต่สำเร็จ เราเป็นห่วงพ่อค้าแม่ค้าต้องใช้เวลา ให้เวลาเขาหาที่ แต่อย่างไรจะลุยต่อ ต้องสะอาดสวยงามมากขึ้น มีฟุตบาทที่ดี คนเดินได้ มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น.