เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. “นายสนอง มิ่งเจริญ” ซึ่งเป็นนักบินชาวไทยชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์เรียกร้องให้มีการตรวจสอบ “Pay to fly” เนื่องจากชีวิตผู้โดยสารนั้นอยู่บนความเสี่ยง พร้อมระบุข้อความว่า “คุณรู้ไหม ในปัจจุบันมีนักบินจำนวนไม่น้อยที่ต้อง “จ่ายเงินหลักล้าน” ให้กับบางสายการบิน เพื่อให้ได้ขึ้นบินให้คุณนั่ง ก่อนจะซื้อตั๋วเที่ยวหน้า อยากให้ลองอ่านเรื่องนี้ก่อนสักนิด ช่วงนี้เดินทางเป็นผู้โดยสารบ่อย ส่วนตัวก็พยายามไม่ใช้บริการสายการบินที่คัดเลือกนักบินด้วยระบบ Pay to Fly”

โดย “Pay to Fly คือ ระบบที่สายการบินบางแห่งกำหนดเงื่อนไข ให้นักบินต้องจ่ายเงินหลักล้านบาท เพื่อแลกกับการได้ทำงาน เพื่อสะสมชั่วโมงบิน และประสบการณ์ พูดง่ายๆ คือ นักบินจ่ายเงินเพื่อให้ได้ทำงาน ไม่ใช่มาทำงานแล้วได้รับค่าจ้างเหมือนงานในตำแหน่งงานอื่นๆ”
นอกจากนี้ แล้วมันเกี่ยวกับความปลอดภัยของเราอย่างไร นี่คือคำถามที่ผู้โดยสารอย่างเราต้องถาม ดังนี้
1.นักบินที่ได้งานแต่ต้องแบกหนี้ก้อนโต มีแรงกดดันทางการเงินสูงมาก คือ งานวิจัยด้านความปลอดภัยการบินพบว่า ความเครียดทางการเงินส่งผลโดยตรงต่อสมาธิและการตัดสินใจในห้องนักบิน
2.สายการบินที่ใช้ระบบนี้ ประหยัดต้นทุนการฝึกนักบินก็จริง แต่ต้นทุนที่หายไปนั้น ไปตกอยู่กับใคร
3.นักบินอาจไม่กล้ารายงานปัญหา เพราะกลัวถูกเลิกจ้างและสูญเสียเงินที่จ่ายไปแล้ว วัฒนธรรมกลัวตกงาน คือ ศัตรูตัวร้ายของความปลอดภัยการบิน
4.คุณภาพและความมุ่งมั่นของนักบินที่ซื้อที่นั่ง อาจไม่เท่ากับนักบินที่ผ่านการคัดเลือกตามมาตรฐานจริงๆ หรือไม่ คือ คำถามที่ยังรอคำตอบ
อีกทั้ง “ระบบนี้ผิดกฎหมายไหม คือ ในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรและบางส่วนของยุโรป ผิดกฎหมายแรงงานอย่างชัดเจน แต่ในประเทศไทยยังเป็น “พื้นที่สีเทา” ที่กฎหมายยังตามไม่ทัน”
ในฐานะผู้โดยสารจะทำอะไรได้บ้าง?
1.เรียกร้องให้ กพท. (CAAT) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ให้ใบอนุญาตสายการบินออกระเบียบห้ามสายการบินที่รับใบอนุญาตในไทยใช้ระบบ Pay to Fly
2.เรียกร้องให้กระทรวงแรงงาน สอบสวนว่าระบบนี้ละเมิด พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน หรือเป็นการเอาเปรียบแรงงานในรูปแบบใหม่หรือไม่
3.ในฐานะผู้บริโภค เราสามารถตั้งคำถามกับสายการบินโดยตรงว่า สายการบินของคุณใช้ระบบ Pay to Fly หรือเปล่า
ทั้งนี้ “ท้องฟ้าที่ปลอดภัยควรเริ่มจากนโยบายการจ้างงานที่ยุติธรรมในประเทศไทย ถ้าเราไม่ถาม ก็ไม่มีใครตอบ จนกว่าจะเกิดอุบัติเหตุ”
ขอบคุณข้อมูลจาก : Sanong Mingcharoen



