“เวิลด์คัพ 2026” คือฟุตบอลโลกที่มีเงินรางวัลมากที่สุดเท่าที่เคยแข่งขันกันมา และมากที่สุดเท่าที่เคยมอบกันในการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติ
สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จัดสรรเงินรางวัลตามผลงาน รวมเป็นเงิน 655 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 23,580 ล้านบาท) สำหรับทีมชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้ง 48 ทีม
ทีมแชมป์จะได้รับเงินรางวัล 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,800 ล้านบาท)
รองแชมป์จะได้รับ 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,188 ล้านบาท)
อันดับ 3 ได้รับ 29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,044 ล้านบาท)
อันดับ 4 ได้รับ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 972 ล้านบาท)
ทีมที่เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย จะได้รับทีมละ 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 684 ล้านบาท)
ทีมที่จบอันดับระหว่างอันดับที่ 9 ถึง 16 จะได้รับ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 540 ล้านบาท)
ทีมที่ตกรอบ 32 ทีมสุดท้าย จะได้รับรายละ 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 396 ล้านบาท)
และทีมที่จบอันดับที่ 33 ถึง 48 จะได้รับทีมละ 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 324 ล้านบาท)

เปรียบเทียบกับฟุตบอลโลก 2022
เงินรางวัลสำหรับแชมป์เพิ่มขึ้นจาก 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จากประมาณ 1,512 ล้านบาท เป็น 1,800 ล้านบาท)
เงินรางวัลสำหรับรองแชมป์เพิ่มขึ้นจาก 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จากประมาณ 1,080 ล้านบาท เป็น 1,188 ล้านบาท)
ฟีฟ่ายังได้มอบเงินทุนสนับสนุนการเตรียมความพร้อมเพิ่มเติมให้กับทุกทีมที่ผ่านเข้ารอบด้วย
หมายความว่าสมาคมฟุตบอลของทุกประเทศที่เข้ารอบ จะได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน นอกเหนือจากเงินรางวัลที่ได้ตามผลงาน
ฟุตบอลโลก 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในแง่ของจำนวนผู้เข้าร่วม แต่ยังเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอีกด้วย.



