เวลา 09.15 น. วันที่ 11 มิถุนายน ที่ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีฉ้อโกง หมายเลขดำ อทย. 109/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนางจตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย เศรษฐินีชาวไทย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ที่ 1 นางปณิตา เบี้ยบังเกิด ภรรยา ที่ 2 นายนุวัฒน์ ยงยุทธ หรือนุ คนสนิททนายตั้ม ที่ 3 น.ส.สาริณี นุชนารถ หรือสา แฟนสาวนายนุ ที่ 4 น.ส.ปิณฑิรา การิวัลย์ พี่สาวภรรยาทนายตั้ม ที่ 5 น.ส.แก้วสวรรค์ สุขผล พนง.โชว์รูมรถยนต์ ที่ 6 และ น.ส.มนันพัทธ์ รามธีรพัฒน์ พนง.โชว์รูมรถยนต์ ที่ 7 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, ฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบฟอกเงินฯ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

กรณีพวกจำเลยได้ร่วมกันฉ้อโกงเงินจากนางจตุพร ผู้เสียหาย ให้โอนเงินจำนวนมากหลายครั้งหลายหน เช่น เงินลงทุนแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ จำนวน71 ล้านบาท เงินซื้อรถเบนซ์ จำนวน 13 ล้านบาท และเงินจ่ายค่าจ้างศิลปินชาวจีนผ่านบิตคอยน์ จำนวน 39 ล้านบาท ค่าจ้าเขียนแบบโรงแรมให้แก่พวกจำเลยหลายครั้ง ซึ่งนางจตุพรอ้างว่าถูกนายษิทรา ฉ้อโกงหลอกลวง ขณะที่นายษิทรา อ้างว่าเป็นเงินที่ให้โดยเสน่หา ส่วนจำเลยอื่นให้การปฏิเสธ

 วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวทนายตั้ม และภรรยา จากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา ส่วนจำเลยอื่นได้รับการประกันตัว

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้ข้อความอันเป็นเท็จชักชวนผู้เสียหายหลอกลงทุนทำแพลตฟอร์มจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยผู้เสียหายยินยอมโอนเงินจำนวน 2 ล้านยูโร หรือประมาณ 71 ล้านบาทเศษ โดยผู้เสียหายมิได้โอนเงินให้โดยเสน่ห์หาตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการที่จำเลยที่ 1 แสวงหาประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เอง แม้ผู้เสียหายจะเคยออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้กับครอบครัวจำเลยที่ 1 ที่ไปท่องเที่ยวประเทศฝรั่งเศสหลายครั้งหลายหนเป็นเงินจำนวนกว่า 50 ล้านบาทก็ตาม แต่เป็นเพราะผู้เสียหายมีความรักใคร่ครอบครัวของจำเลยที่ 1 ส่วนโครงการแพลตฟอร์มลงทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล ถือเป็นการลงทุนของผู้เสียหายเอง และได้ติดต่อทวงถามความคืบหน้าจากจำเลยที่ 1 หลายครั้งหลายหนแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบชัดเจน


ส่วนกรณีที่ผู้เสียหายต้องการจัดซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ราคา 12.9 ล้านบาทนั้น แต่จำเลยที่ 1 กลับปกปิดไม่แจ้งราคาจริง ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ค่าส่วนต่างเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท


การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งยังไม่เข้าข่ายเป็นความผิดโดยปกติธุระโดยสันดาน และยังไม่เป็นทางการ พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฉ้อโกง 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 6 ปี ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 4 เหลือจำคุก 4 ปี 12 เดือน ส่วนข้อมูล พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จำคุก 2 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 12 เดือน และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน72.5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 แก่ผู้เสียหายด้วย ยกฟ้องจำเลยที่ 2, 5, 6 และ 7

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษา ทนายตั้มได้แถลงต่อศาลว่า ขอให้นำคดีของตนนี้ไปเป็นกรณีศึกษาสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่ว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บางครั้งก็สู้หลักฐานพยานบุคคลไม่ได้

นอกจากนี้ระหว่าง ทนายตั้ม เดินออกมาจากห้องพิจารณาได้หยุดพูดคุยกับญาติและผู้สื่อข่าว มีสีหน้าเคร่งเครียด มีน้ำตาคลอ โดยกล่าวว่ารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะตนเองมั่นใจในคดีเงินก้อน 71 ล้านบาท ว่าไม่ได้กระทำผิด ซึ่งมีหลักฐานทางแชตที่พูดคุยกับฝั่งโจทก์อย่างละเอียด แต่ไม่มีการนำขึ้นมาพิจารณาในคดี

สำหรับนายนุวัฒน์ คนสนิททนายตั้มที่ 3 และ น.ส.สาริณี แฟนสาวนายนุ ที่ 4 นั้น ก่อนหน้านี้ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันฟอกเงิน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 12 เดือน ปรับคนละ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญามีกำหนด 2 ปี

นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง กล่าวว่าที่ทนายตั้มสู้ว่าเงินกว่า 70 ล้านบาท เป็นการให้โดยเสน่หา เป็นแชตไลน์ที่คุยระหว่างทนายตั้มกับเลขามาดามอ้อย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับมาดามอ้อย ข้อต่อสู้แชตไลน์ว่ามีการยกให้โดยเสน่หาฟังไม่ขึ้น เรื่องนี้ก็ไม่ปรากฏว่าเอาเงินไปแล้ว มีการไปลงทุน ก็เลยโดนลงโทษข้อหาฉ้อโกงไป ความผิดต่อมา เรื่องเงินที่อ้างว่าว่าจ้าง “เฉินคุน” นักแสดงชื่อดังชาวจีนมาจัดงานในไทย 39 ล้านบาท ไม่มีพยานหลักฐานว่าทนายตั้มเข้าไปเกี่ยวข้องข้อหานี้เลยหลุด

ส่วนเรื่องรถเบนซ์ ศาลบอกว่าทนายตั้ม เป็นบุคคลที่ไว้วางใจไม่ควรที่จะไปโกหกมาดามอ้อย เกี่ยวกับเรื่องราคารถเบนซ์ และประเด็นเกี่ยวกับเรื่องใบเสนอราคาที่มีส่วนต่างเป็นล้าน 5 บาท อันนี้ศาลลงโทษเป็นอีกกรรม

เรื่องต่อไปคือใบเสร็จปลอม ศาลพิจารณาว่าใบเสร็จไม่ปลอม คนที่ทําใบเสร็จมาคือบริษัทรถยนต์ เป็นใบเสร็จจริง แต่ราคาไม่จริง จึงเป็นเอกสารเท็จไม่ใช่เอกสารปลอม แต่ว่าทนายตั้มพลาดตรงดันไปเอาเอกสารเท็จส่งไปทางไลน์ให้กับทางมาดามอ้อยเพื่อหลอกส่วนต่าง ก็เลยโดนลงโทษความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ มาตรา 14 วงเล็บหนึ่ง ส่วนข้อหาเกี่ยวกับเรื่องจ้างออกแบบทำโรงแรม ศาลวินิจฉัยว่าทนายตั้มเป็นผู้ประกอบธุรกิจเป็นเจ้าของสํานักงาน ฉะนั้นคนที่รับจ้างทําการออกแบบโรงแรม คือทนายตั้ม ส่วนบริษัทที่รับออกแบบเหมือนทําตามคําสั่งทนายตั้ม ยังไม่ใช่เรื่องฉ้อโกง เป็นเรื่องสมประโยชน์ ก็หลุดข้อหานี้ 

ตนอยากจะฝากไปยังตำรวจสอบสวนกลางในการแจ้งข้อหา บางครั้งอาจจะเกินจริงหรือไม่ เพราะปกติธุระ หรือกระทําผิดเป็นสันดาน วันนี้ศาลระบุว่าพฤติกรรมของทนายตั้มไม่ใช่ลักษณะกระทําผิดเป็นสันดาน ฝากกองปราบน เวลาจะแจ้งข้อหา ผู้เสียหายมีเพียงคนเดียว ทําผิด 2 ครั้งขึ้นไป ไม่สามารถจะไปแจ้งความหรือแจ้งข้อหาในข้อหาที่เรียกว่าเป็นปกติธุระ

ศาลบอกเลยทนายตั้มไม่มีพฤติกรรมในการฉ้อโกงบุคคลอื่น เป็นแค่เฉพาะคู่ความรายเดียวแม้ทำ 2-3 ครั้ง ก็ไม่ใช่ปกติธุระ ก็ฝากเรื่องในการแจ้งข้อหา อย่าให้มันรุนแรงเกินไป ซึ่งพอไม่ใช่ ปกติธุระมันก็ไม่ใช่ความผิดมูลฐาน พอไม่ใช่ความผิดมูลฐานก็ไม่ใช่ฟอกเงิน วันนี้ศาลพิพากษาจําคุกทนายตั้ม 2 กระทง คือเรื่องทำแอปลอตเตอรี่และเรื่องรถเบนซ์ และเรื่องปลอมเอกสารอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์

มองว่าความผิดตามที่ลงโทษเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อสักครู่ตนคุยกับพ่อของทนายตั้มว่าหากยกบ้านให้ทางมาดามอ้อยไปมันก็อาจจะจบได้ เท่าที่คุยกับทนายตั้มคุยกับน้องสาวทนายตั้ม เตรียมจะยื่นประกันตัว คิดว่าศาลน่าจะให้เพราะโทษจำคุกไม่ได้สูง และติดคุกมา 1 ปี 8 เดือนแล้ว ซึ่งถือว่าเยอะแล้ว ทนายตั้มก็อยากจะสู้ต่อ รอยื่นประกันตัว วันนี้ก็น่าจะไม่เกิน 16.30 น. ก็น่าจะรู้ว่าได้ประกันหรือไม่ ในส่วนจําเลยคนอื่นๆ ศาลยกฟ้องหมดเลย เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานว่าเขาร่วมกระทําความผิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุดในขณะนั้น ตามกฎหมายให้อำนาจอัยการสูงสุดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือมีอำนาจตั้งพนักงานสอบสวน จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ (รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวนในขณะนั้น) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน รับผิดชอบคดีนอกราชอาณาจักร จนทำสำนวนส่งไปยังอัยการสำนักงานคดีพิเศษยื่นฟ้องต่อศาล จนศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยวันนี้