นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานคณะกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือเฟทโก้ เปิดเผยว่า ได้หารือกับกระทรวงการคลัง และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เพื่อวางแนวทางพัฒนาตลาดทุนไทยระยะยาว โดยเฉพาะการออกแบบกองทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดหลายแสนล้านบาท สำหรับดึงดูดเงินทุนต่างชาติ และการปรับปรุงสิทธิประโยชน์การหักลดหย่อนภาษีผ่านบัญชีการออมและลงทุน หรือทิสาให้เป็นระบบถาวร และสามารถเลือกหักลดหย่อนได้ทั้งแบบลงทุนหุ้นรายตัว หรือลงผ่านกองทุน โดยคาดหวังจะช่วยหนุนดัชนีหุ้นไทย ฟื้นตัวกลับไปแตะระดับสูงสุดเดิมที่ 1,800 จุดได้
“แนวทางการออกแบบกองทุนโครงสร้างพื้นฐานรอบใหม่ สามารถขยายจะโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยใช้ความต่อเนื่องในการบรรจุสินทรัพย์ใหม่ๆ เข้าไป เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบสื่อสารมาควบคุมการผลิต ต่างจากในอดีตที่หยุดอยู่แค่สินทรัพย์เดิม เช่น ทางด่วน 2 เส้นทางจนขาดเรื่องราวการเติบโต ซึ่งกองทุนขนาดใหญ่ระดับแสนล้านนี้จะช่วยสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและแม่นยำ ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลที่มีพื้นที่ทางการคลังจำกัด”
นายไพบูลย์กล่าวว่า ไทยมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนจากต่างชาติ เช่น ตะวันออกกลางที่กำลังมองหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค ประกอบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มมีแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีเพราะความกังวลเรื่องฟองสบู่เอไอ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยซึ่งเป็นเศรษฐกิจแบบเก่า และมีความผันผวนต่ำ กลายเป็นที่หลบภัยที่น่าสนใจ ส่วนการดึงเม็ดเงินจากจีนนั้นมีความซับซ้อนกว่า เพราะติดเกณฑ์ห้ามนำเงินออกนอกประเทศ จึงต้องศึกษาแนวทางแบบรัฐต่อรัฐ ต่อไป”
นายสันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษา รมว.คลัง กล่าวว่า ตอนนี้เป็นจังหวะสำคัญของประเทศไทย เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลง นักลงทุนหลายคนกำลังหาพื้นที่ปลอดภัย โดยตอนนี้นักลงทุนหันมาสนใจอาเซียนมากขึ้น รวมถึงไทย ซึ่งเป็นโอกาสที่เราต้องมาร่วมจับมือด้วยกัน โดยสร้างเรื่องราว และความเชื่อมั่นในการลงทุนให้เกิดขึ้น ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศเพิ่ม



