ความยั่งยืนกำลังถูกยกระดับจากประเด็นภาคสมัครใจ สู่เงื่อนไขสำคัญที่มีผลต่อการค้า การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย ‘พิชัย จิราธิวัฒน์’ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวบนเวที EARTH JUMP 2026: A Bridge to Empowered Actions ในหัวข้อ ‘กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ’ ว่า ความยั่งยืนได้กลายเป็นเงื่อนไขหลักของการทำธุรกิจในเวทีโลก และมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องผ่านการประเมินจากดัชนีความยั่งยืนระดับสากล เช่น ดัชนีดาวโจนส์ด้านความยั่งยืน (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ซึ่งให้น้ำหนักกับประเด็นด้านความยั่งยืนคิดเป็น 30% ของคะแนนรวม หากทำได้ไม่ดีอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนในยุโรปที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญข้อกำหนดทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) หลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และกฎหมายตรวจสอบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน (CSDDD) เหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าและการทำธุรกิจกับคู่ค้าต่างประเทศ

พิชัยกล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่ธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มเดินหน้าปรับตัวแล้ว ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน กลับกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้า ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และความซับซ้อนของกฎระเบียบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายตลาด

อีกประเด็นหนึ่งคือช่องว่างด้านความรู้ ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์ทางเทคนิคและข้อกำหนดด้านความยั่งยืน ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นปรับตัวจากจุดใด โดยเฉพาะธุรกิจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นซึ่งต้องเผชิญกับกติกาใหม่ที่แตกต่างจากอดีตอย่างมาก

พิชัยยกตัวอย่างเหตุการณ์ในปี 2550 ที่อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยปรับตัวตามข้อกำหนดใหม่ไม่ทัน ส่งผลให้สินค้าบางส่วนถูกปฏิเสธจากตลาดต่างประเทศและต้องนำกลับมาจำหน่ายในประเทศในราคาที่ต่ำลง ซึ่งเป็นบทเรียนที่ภาคธุรกิจไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกกับประเด็นด้านความยั่งยืนในปัจจุบันดังนั้น

ดังนั้นเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริง ภาคธุรกิจจึงต้องการเห็นนโยบายภาครัฐที่มีความชัดเจนและต่อเนื่องในระยะ 3 ปี 5 ปี และ 10 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นใจ รวมถึงต้องการแนวทางปฏิบัติที่เข้าใจง่ายและเหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร ร้านอาหาร หรือการท่องเที่ยว

อีกเรื่องที่ได้รับความสนใจคือมาตรฐานการวัดคาร์บอน ซึ่งจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพราะข้อมูลดังกล่าวมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนและคู่ค้าต่างประเทศ รวมถึงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศไทยในอนาคต

นอกจากนี้พิชัยยังมองว่า การกำหนดกติกาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากต้องการให้ธุรกิจปรับตัวได้จริง ภาครัฐควรช่วยสร้างตลาดรองรับสินค้าและบริการสีเขียวควบคู่กันไป ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสีเขียว การสนับสนุนผู้บริโภคด้วยมาตรการจูงใจที่เหมาะสม และการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างเอสเอ็มอีกับบริษัทขนาดใหญ่เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ในด้านการเงิน การเข้าถึงแหล่งทุนยังเป็นปัจจัยหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน จึงควรมีสินเชื่อสีเขียวสำหรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมปรับเงื่อนไขการกู้ยืมให้สอดคล้องกับศักยภาพของเอสเอ็มอี รวมถึงเพิ่มบทบาทของสถาบันการเงินในการให้ความรู้และคำปรึกษาควบคู่กับการสนับสนุนเงินทุน

สำหรับแนวทางการเริ่มต้น พิชัยแนะให้เอสเอ็มอีมองหาจุดที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและเห็นผลชัดเจน เช่น การลดความสูญเสียในกระบวนการทำงาน การจัดการการใช้ไฟฟ้าและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนได้จริงและทำให้ผู้ประกอบการเห็นประโยชน์ของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเริ่มเห็นผลจากการลดต้นทุนแล้ว ธุรกิจสามารถต่อยอดไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยการเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การใช้หลอดไฟแอลอีดี การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมย้ำว่า การขับเคลื่อนความยั่งยืนของเอสเอ็มอีจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางการตลาดให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

“ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ เอสเอ็มอีต้องปรับตัวให้เร็วขึ้นและมองความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ การให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกและรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว” พิชัยกล่าวทิ้งท้าย