เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ภาพงานวันเกิดนางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มีนายเนวิน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี พร้อมบุคคลในครอบครัว ที่สำคัญคือมีนายปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่สัญญาโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ร่วมในเฟรม พร้อมข้อความระบุว่า “สนิทแค่ไหน ให้รูปอธิบายฮะ”
ทั้งนี้ น.ส.รักชนก ได้โพสต์ในช่องคอมเมนต์ว่า FYI รูปนี้ เผยแพร่อยู่ใน Facebook ที่เปิดเป็นสาธารณะนะคะ ไม่ใช่รูปลับอะไร https://www.facebook.com/share/r/1Cf9mbi44H/?mibextid=wwXIfr พร้อมระบุอีกว่า “ได้โปรดอย่าคอมเมนต์สุ่มเสี่ยง” โดยมีผู้ติดตามและแฟนคลับเข้ามาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก
ด้านนายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านและทีมนโยบายดิจิทัลพรรคประชาชน เปิดเผยหลังร่วมสังเกตการณ์ในเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

โดยนายธีระชาติ กล่าวว่า โครงการนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนมีข้อกังวลใหญ่ 2 ประเด็นหลักที่ต้องตั้งคำถามแทนพี่น้องประชาชน 1.ความโปร่งใส เมื่อดู TOR ของโครงการน่าสงสัยว่าส่อไปในทางล็อกสเปกและเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องอย่างน่าเกลียด เพราะ TOR กำหนดเงื่อนไขว่าบริษัทที่จะเข้าร่วมประมูลต้องเริ่มเปิดให้ผู้ใช้งานลงทะเบียนได้ภายใน 30 วันหลังจากทำสัญญาโครงการระดับ 1,621 ล้านบาท และต้องพร้อมให้บริการภายใน 90 วันหลังจากเซ็นสัญญา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่แทบเป็นไปไม่ได้ บริษัทที่จะทำได้ ต้องรู้หรือเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ หรือนี่จะเป็นการ “เซ็นวันนี้ ดีลตั้งแต่เมื่อวาน” หรือไม่
นายธีระชาติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การยกระดับสเปกอย่างกระโดดจาก 139 TPS (Transactions Per Second) ขึ้นไปเป็น 5,000 TPS ถือเป็นการเพิ่มความสามารถขึ้นหลายเท่าตัว หาก TOR กำหนดขั้นต่ำไว้ระดับหนึ่ง แต่ผู้รับสัญญาเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงกว่ามาก ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงต้นทุนที่แท้จริงและส่วนต่างมหาศาลที่เกิดขึ้น ซึ่งเงื่อนไขเช่นนี้ คงมีแต่บริษัทใหญ่สายป่านยาวกลุ่มเดิมๆ เท่านั้นที่จะเข้ามารับงานได้ เป็นการกีดกันรายย่อยหรือไม่

นายธีระชาติ กล่าวต่อว่า 2.ความคุ้มค่า โครงการนี้สะท้อนแนวคิดของรัฐบาลที่ “เช่าจมูกคนอื่นหายใจ” เงินก้อนนี้ใช้แล้วหมดไปภายในแค่หนึ่งปี โดยไม่ได้สร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ที่ผ่านมารัฐบาลมักพูดถึงการผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัล แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการและกลุ่ม Startup สัญชาติไทยกลับไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่รัฐสามารถสร้างอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยได้ โดยเริ่มจากการให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยมาช่วยพัฒนาประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศของอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงประสิทธิภาพภาครัฐของไทย
นายธีระชาติ กล่าวต่อว่า หากเรานำงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทจากโครงการนี้ ไปเปลี่ยนเป็นการตั้งกองทุนสนับสนุนโดยมุ่งเน้นการสนับสนุนดิจิทัลที่ไปจับคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ เช่น เทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech), เทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ (HealthTech), เทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว (TravelTech) พัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ (GovTech) เม็ดเงินนี้จะหมุนเวียนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนกว่ามาก เงินจำนวนนี้สามารถสร้างประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวให้กับประเทศ
นายธีระชาติ กล่าวว่า รมว.ดีอี อ้างว่าโครงการนี้จะยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศ แต่ท่านต้องเข้าใจก่อนว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่จะเสกความเจริญให้ประเทศได้ และไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นด้วยกับ AI แต่ท่านควรลงรายละเอียด ไม่ใช่เอะอะอยากได้อะไรก็ใช้วิธีซื้อเอาแล้วคิดว่ามันจะแก้ปัญหาได้ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ไม่ได้เก่งเพราะซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูป แต่เพราะเขาลงทุนในคน ในศูนย์วิจัย สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ยั่งยืน นั่นต่างหากคือสิ่งที่งบ 1,600 ล้านบาทควรทำ
นายธีระชาติ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ท่านเคยกล่าวในสภา ว่ารัฐดีลตรงไม่ได้ สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดีว่าสามารถทำได้ และไม่ใช่แค่นั้น บริษัท AI ระดับโลกเลือกมาลงทุนในสิงคโปร์กว่า 300 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ สร้างงานวิจัย สร้างอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน เรื่องนี้รัฐมนตรีก็ยังไม่เคยตอบว่าทำไมท่านจึงเข้าใจผิดได้มากถึงเพียงนี้
“การทำโครงการนี้ไม่ต่างอะไรกับการซื้อรองเท้าพรีเมียมแจกห้าล้านคู่ แล้วบอกว่าทุกคนจะมีสุขภาพดี แถมแทนที่จะอุดหนุนสร้างอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในประเทศ กลับอุดหนุนนายหน้าเพื่อไปซื้อของมาขายอีกต่อ” นายธีระชาติ กล่าว

นายธีระชาติ กล่าวว่า อีกเรื่องที่น่าผิดหวังคือกระทรวงดีอีจัดเวทีรับฟังความเห็นวันนี้ ดูเป็นเพียงพิธีกรรมมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมระดมสมอง ออกข่าวประชาสัมพันธ์ใหญ่โต แต่ขณะเดียวกันกลับออกมายอมรับอย่างหน้าตาเฉยว่าได้ลงนามในสัญญาไปแล้ว และอย่างไรก็จะเดินหน้าโครงการนี้ หวั่นใจว่าเราจะได้เห็นโครงการลักษณะนี้อีกมากภายใต้รัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน โครงการที่เอาเงินภาษีที่ประชาชนจ่ายทุกบาทอย่างเหนื่อยยาก ไปละเลงกับโครงการที่ไม่ได้คิดอย่างรอบคอบ ไม่มีความยั่งยืน เป็นเพียงเค้กก้อนโตที่แบ่งกันในกลุ่มพวกพ้องกลุ่มทุนสีน้ำเงิน
นายธีระชาติ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่พรรคประชาชนกังวลคือมันจะไม่หยุดแค่โครงการนี้ นี่คือวัฏจักรที่จะวนซ้ำไปเรื่อยๆ เริ่มจากออกแบบโครงการที่ไม่สมเหตุสมผล เขียน TOR ล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้อง พอถูกตั้งคำถามก็จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อลดกระแส เมื่อมีใครลุกขึ้นมาตรวจสอบอย่างจริงจัง ก็ไล่ให้ไปฟ้องศาล ฟ้ององค์กรอิสระที่สังคมกังขาว่าถูกระบอบสีน้ำเงินค่อยๆ กินรวบ สุดท้ายไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แล้วก็วนกลับมาทำแบบเดิมกับโครงการหน้า
“วัฏจักรเช่นนี้ จะกัดกินสังคมไทยในระยะยาว การใช้เงินไปกับโครงการแบบนี้ เสมือนการปล้นความฝันของคนไทยทั้งอุตสาหกรรมเอาไปให้กลุ่มนายทุนกลุ่มนายหน้าผูกปิ่นโตสีน้ำเงิน สร้างค่านิยมที่บอกกับคนรุ่นใหม่ว่าต่อให้เด็กไทยที่มีความสามารถ ขยัน และพยายามอย่างยิ่งที่จะเอาชนะด้วยการพัฒนาตัวเอง ก็จะไม่มีวันชนะระบบเส้นสายหรือระบบอุปถัมภ์ ที่สนใจเพียงแค่ว่าคุณเป็นลูกใคร คุณสนิทกับกลุ่มไหน มากกว่าคุณมีนวัตกรรมอะไร ที่จะทำให้ประเทศนี้ก้าวไปข้างหน้า ท้ายที่สุด ประเทศไทยจะไม่สามารถสร้างรากฐานที่เข้มแข็งได้” นายธีระชาติ กล่าว



