เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 69 ณ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีล้มละลายและการบังคับคดี ร่วมกับนายนิติภูมิ สุวรรณชัยรบ ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสินและคณะ ตลอดจนผู้แทนจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นำโดยนายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมคณะ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ รวมถึงผู้ที่กำลังเผชิญกระบวนการฟ้องร้อง บังคับคดี ยึดทรัพย์ และคดีล้มละลาย เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อคุณภาพชีวิตและสถานภาพการรับราชการของครูและบุคลากรทางการศึกษา

นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ นำโดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตครูและบุคลากรทางการศึกษา หนึ่งในนั้นคือการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสร้างวินัยทางการเงิน การลดภาระหนี้ และการป้องกันการเกิดหนี้ซ้ำ เพื่อให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ เช่นเดียวกับนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นนโยบายจุดเน้นสำคัญของ สพฐ. โดยแสดงความห่วงใยต่อครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ประสบปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเป็นผู้ค้ำประกัน จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการประกอบวิชาชีพ พร้อมมุ่งหวังที่จะคืนความสุข ความมั่นคง และศักดิ์ศรีให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ

นางภัทรวรรณ กล่าวต่อไปว่า ด้วยความสำคัญดังกล่าว เลขาธิการ กพฐ. จึงได้มอบหมายให้ตนเองเป็นผู้แทน สพฐ. ในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งหาแนวทางช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้สินให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งหลายรายต้องเผชิญกับภาระหนี้ที่ไม่ได้ก่อขึ้นด้วยตนเอง ส่งผลให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและกระทบต่อการดำรงชีวิต ทั้งนี้ สพฐ. ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูสามารถเข้าถึงกระบวนการช่วยเหลือที่เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และได้รับโอกาสในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

“จากการประชุมหารือร่วมกันในครั้งนี้ พบว่ามีแนวทางที่สามารถให้ความช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ยังอยู่ในราชการ ซึ่งถูกฟ้องคดีล้มละลายได้กว่า 1,958 ราย โดยธนาคารออมสินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันพิจารณาแนวทางในการชะลอการฟ้องคดี การชะลอการบังคับคดี การเปิดโอกาสให้ลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย และการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพในการชำระหนี้ของแต่ละบุคคล ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าราชการครูต้องถูกพิพากษาเป็นบุคคลล้มละลาย อันอาจส่งผลต่อสถานภาพการเป็นข้าราชการ ทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาบริหารจัดการภาระหนี้ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของความร่วมมือระหว่าง สพฐ. ธนาคารออมสิน และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และช่วยรักษาบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณค่าไว้ในระบบราชการต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

นอกจากนี้ ในที่ประชุม นายพลพิพัฒน์ วัฒนเศรษฐานุกุล ผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา และนายคมน์ รัศมีโรจน์ รองผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ร่วมสะท้อนข้อมูลสถานการณ์และข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยระบุว่ากระบวนการในชั้นศาลยังเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาและไกล่เกลี่ยระหว่างคู่กรณี ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ถูกฟ้องคดีให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม สามารถกำหนดแนวทางการชำระหนี้ที่สอดคล้องกับศักยภาพทางการเงินของแต่ละบุคคล ลดผลกระทบต่อชีวิตราชการและครอบครัว และเพิ่มโอกาสในการกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้อีกครั้ง โดย สพฐ. พร้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงิน หน่วยงานด้านกฎหมาย และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ประสบปัญหาหนี้สินได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ทั้งนี้ สพฐ. จะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงิน หน่วยงานด้านกฎหมาย และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้ำประกันที่กำลังเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายและการสูญเสียความมั่นคงในชีวิตราชการ เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิต และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการพัฒนาการศึกษาของประเทศได้อย่างเต็มกำลังต่อไป.