บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเหล็ก มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน โดยยืนยันว่าการประเมินคุณภาพเหล็กควรยึดตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ผลการทดสอบ และข้อกำหนดทางวิศวกรรม มากกว่าการตัดสินจากประเภทของเตาหลอมหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ระบุว่า ประเด็นที่มีการกล่าวอ้างว่าโรงงานผู้ผลิตเหล็กจำเป็นต้องมี “เตาปรุงน้ำเหล็ก” หรือ Ladle Furnace (LF) นั้น ไม่ได้เป็นข้อกำหนดบังคับตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 24-2559 โดยมาตรฐานกำหนดให้ผู้ผลิตต้องมีกระบวนการทำให้น้ำเหล็กบริสุทธิ์และสามารถควบคุมองค์ประกอบทางเคมีของเหล็กให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งสามารถดำเนินการได้ผ่านหลายกระบวนการ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็กเท่านั้น

เทคโนโลยีเตาหลอมแบบ IF (Induction Furnace) และ EAF (Electric Arc Furnace) เป็นเพียงกระบวนการหลอมเหล็ก ไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยเหล็กทุกชนิดไม่ว่าจะผลิตจากเทคโนโลยีใด จะต้องผ่านข้อกำหนดด้านองค์ประกอบทางเคมี คุณสมบัติทางกล และมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน ทั้งตามมาตรฐาน มอก. และมาตรฐานสากล เช่น ASTM, JIS, EN และ BS บริษัทยังย้ำว่า ตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์เหล็กของบริษัทถูกนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างหลากหลายประเภท ทั้งอาคารที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม สะพาน ทางยกระดับ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยผ่านการรับรองตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกรณีเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม บริษัทระบุว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐ องค์กรวิชาชีพ หรือคณะกรรมการสอบสวนใด ที่ระบุว่าคุณภาพเหล็กของบริษัทเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวพร้อมอ้างถึงความเห็นจาก 4 องค์กรวิชาชีพด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งระบุว่าประเด็นด้านวัสดุก่อสร้างยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการถล่มของอาคารโดยตรง ขณะที่ประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงในเบื้องต้นเกี่ยวข้องกับการออกแบบโครงสร้าง การคำนวณ และกระบวนการก่อสร้าง

นอกจากนี้ บริษัทยังชี้แจงถึงกรณีที่มีการอ้างอิงนโยบายปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศจีน โดยระบุว่าการปฏิรูปดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน เพิ่มประสิทธิภาพอุตสาหกรรม และจัดระเบียบตลาดเหล็ก ไม่ได้เป็นการห้ามใช้เทคโนโลยีการผลิตประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ

ขอ ยืนยันว่าจะดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรวิชาชีพ และทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความชัดเจน โปร่งใส และความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยย้ำว่าคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ควรได้รับการพิจารณาจากผลการทดสอบและมาตรฐานทางวิศวกรรมเป็นสำคัญ