เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ก่อนจะมาเป็น สส. ตนเคยเข้าไปร่วมงานกับหลายคณะกรรมาธิการในฐานะคนเอกชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ และนั่นคือครั้งแรกที่ตนได้เห็นว่าภาษีของเราถูกใช้อย่างไรในรัฐสภา ตนขอสะท้อนการทำงานของ กมธ.ในฐานะคนเอกชน และวันนี้เป็น สส. ที่ทำงานในกรรมาธิการมาตลอด 8 ปี ตั้งแต่อยู่ อนุ.กมธ. สว.ปี 2562 และอยากเห็นรัฐสภาของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อคุ้มกับเงินภาษีพวกเราที่รัฐสภาได้ปีหนึ่ง 8 พันล้านบาทต่อปี

“เรามี กมธ. รวมทั้ง สว. และ สส. รวม 50 กว่าคณะ และมีอนุ กมธ. อีกร้อยกว่าคณะ ถ้ารวมทั้งหมด น่าจะเกือบ 200 คณะ ปัญหาแรก สมาชิก กมธ. ถูกส่งมาแบบไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ มีประชุม ก็มาลงชื่อรับเบี้ยแล้วกลับ โดยไม่นั่งประชุมจริง ระบบปัจจุบันนับองค์ประชุมด้วยการเซ็นชื่อ ทำให้ สส. เน้นวิ่งรอกไปเซ็นชื่อหลายห้องแทนที่จะนั่งพิจารณาเนื้อหาจริง มีการซื้อซื้อ-ขายตำแหน่ง เลขาหรือผู้ช่วยใน กมธ. เพื่อให้คนนอกใช้โลโก้รัฐสภาและตำแหน่งหากิน วิ่งเต้น หรือข่มขู่หน่วยงานต่างๆ หรือแม้กระทั่งมาประชุมแต่ไม่มีส่วนร่วม เพราะถูกพรรคส่งมาตามโควตาโดยไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น

เรื่องที่สองคือ ปัญหาการบริหาร กมธ. พบว่าไร้เป้าหมาย ประธาน กมธ. ที่ได้ตำแหน่งมาตามโควตาการเมือง ไม่มีเจตจำนงแก้ปัญหา ตั้งวาระแบบใครมีอะไรเสนอมาไปเป็นครั้งๆ ทำให้ทำงานไร้ทิศทาง กมธ. ไม่มีประสิทธิภาพเอาซะเลย มีการเชิญหน่วยงานโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียเวลาครึ่งวันโดยไม่เกิดผล และบางเรื่องถูกเชิญซ้ำจากหลาย กมธ. ขอให้ลองนึกภาพดูนะว่า ข้าราชการระดับอธิบดี ต้องทิ้งงานมาตั้งแต่เช้า นั่งรอจนเกือบเที่ยง เพื่อตอบคำถามเดิมซ้ำๆ ให้กับคนที่ไม่ยอมนั่งฟัง อีกทั้งยังมีเรื่องของงบดูงานต่างประเทศ ถูกใช้ไปกับการท่องเที่ยวมากกว่าการศึกษาดูงานจริง

นายภาวุธ ระบุว่า ขณะที่เรื่องที่สามคือ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องใหญ่มากที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง บาง กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือหาข้อมูลเชิงลึก เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้องข้าราชการ ถูกกดดันให้เปิดข้อมูลที่ไม่ควรเปิด บางครั้งเป็นข้อมูลที่กำลังอยู่ในกระบวนการคดีความด้วยซ้ำ แบบนี้มันคือการใช้อำนาจรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประชาชน

เรื่องที่สี่คือ ถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลย บางครั้ง เรื่องที่เรียกข้าราชการมาชี้แจง ไม่เกี่ยวกับคณะนั้นแม้แต่น้อย ที่แย่กว่านั้น ข้าราชการหน่วยงานเดียวอาจถูก 3-4 กมธ. เรียกไปชี้แจงเรื่องเดียวกัน เพราะแต่ละคณะไม่ได้คุยกัน ไม่มีระบบตรวจสอบว่าใครทำเรื่องอะไรอยู่แล้ว ราชการแทบอัมพาต เพราะต้องวิ่งรอกไปชี้แจงในสภาตลอด และยังมีปัญหา กมธ. หลายคณะตั้งเรื่องศึกษาซ้ำกับเรื่องที่คนอื่นทำไปแล้ว เพราะไม่มีใครไปเช็กว่ามีรายงานเก่าอยู่แล้วหรือไม่ มันทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพและเสียเวลา ค่าใช้จ่ายของประเทศมหาศาล ซึ่งอันนี้ต้องปรับด่วน

“ทำไมเราถึงมี กมธ. ที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะ สส. บางส่วน (ใหญ่) มาจาการซื้อเสียง ไม่ได้มีความรู้ความสามารถจริงๆ ไม่มีเจตจำนงทางการเมือง ในการแก้ปัญหาให้กับประเทศนี้จริง หวังเข้ามาเพราะอำนาจการคอร์รัปชันเงินภาษีพี่น้องประชาชน พอคนเหล่านี้เข้ามา ก็มาเป็นแบบที่ผมสรุปมาข้างบน เข้ามาก็ไม่ได้อยากมาทำงาน มาอยู่สภาไปวันๆ เซ็นชื่อ ได้เงินเบี้ยประชุมแล้วก็หนีกลับ” นายภาวุธ ระบุ

นายภาวุธ ระบุด้วยว่า สิ่งที่ควรเปลี่ยนแบบตรงๆ เลย ต้องฝากประธานรัฐสภาด้วย คัดเลือกประธานกรรมาธิการจากความเชี่ยวชาญ ตั้งตัวชี้วัดและจุดหมายของแต่ละคณะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นสมัย วิปต้องคัดเลือกคนที่จะมาเป็นประธานให้ดี ไม่ใช่เลือกมาเพราะโควตา หรือเป็นการตอบแทน ระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกห้องประชุม สแกนใบหน้าหรือทาบบัตร หากอยู่ไม่ถึง 70% ของเวลาประชุม ให้ตัดเบี้ยประชุมและห้ามลงมติในครั้งนั้น Data Analytics & Research ของรัฐสภา ทีมเลขาธิการต้องสืบค้นฐานข้อมูลก่อนเสมอว่าเรื่องที่จะศึกษา เคยมีใครทำไว้แล้วหรือไม่ เพื่อต่อยอดไม่ใช่ทำซ้ำ

นายภาวุธ ระบุอีกว่า ควรมีประชุมร่วมระหว่างประธานกรรมาธิการทั้ง 50 กว่าคณะ หรือแบ่งกลุ่ม cluster กมธ. เพื่อสรุปให้ทุกกรรมาธิการรู้ว่า แต่ละคณะ รวมอนุกมธ. กำลังทำอะไรกันอยู่ เป้าหมายคืออะไร เพื่อลดความซ้ำซ้อน

ด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า ไม่ทั้งหมด พื้นที่ กมธ. เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ คนเราไม่ได้ต้องทำในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญอยู่แล้ว คนที่เชี่ยวชาญ เก่งในสายนั้นอยู่แล้วไม่ได้เป็นตัววัดผลของประสิทธิภาพในการทำงาน สส. มีตัวอย่างให้เห็นหลายครั้งกับคนที่เชี่ยวชาญในสายงานนั้นนั้นถึงเวลามาเป็น สส. และทำงานในสภาไม่ได้โดดเด่นเหมือนสายงานที่ตัวเองเติบโตมา แต่คนที่พร้อมจะเรียนรู้ต่างหากคือผลผลิตที่มีคุณภาพของ กมธ. และพื้นที่กรรมาธิการคือพื้นที่แผนการเรียนรู้และฝึกวิทยายุทธ์

น.ส.ภคมน ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า วัฒนธรรมองค์กรในพรรคประชาชน เราแลกเปลี่ยนกันอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้วสิ่งที่นายภาวุธโพสต์ ตนอ่านแล้วในฐานะที่เป็นประธาน กมธ. และเป็นคนที่ค่อย ๆ พิสูจน์ตัวเองมา เพื่อน ๆ หลายคนที่ต้องมานั่งเป็น กมธ. เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอำนาจและขอบเขตของ กมธ. คืออะไร คนที่รู้ก็โชคดีไป แต่จะมาใช้ไม้บรรทัดเดียววัดว่าสิ่งนี้ผิดหรือถูกไม่ได้  เพื่อน สส. ทุกคนเลือก กมธ. จากความเชี่ยวชาญและความสนใจของตัวเองทั้งนั้น แต่ด้วยเงื่อนไขของการจัด กมธ. เราไม่สามารถที่จะให้แต่ละคนที่มีความสนใจ ส่งไปยัง กมธ. นั้นได้ทั้งหมดทุกคน แต่การทำงานใน กมธ. จะได้เรียนรู้ และเข้าใจเนื้อหาและขั้นตอนต่าง ๆ

“ดิฉันไม่เชื่อว่าคนที่มีความเชี่ยวชาญต่อเรื่องนั้น ๆ จะสามารถทำเรื่องนั้นได้ดีเสมอไป แต่ดิฉันเชื่อในคนที่มีความพยายาม ในคนที่มีความพยายามเรียนรู้ เขาก็เป็นคนที่สามารถพัฒนาตัวเองและมีคุณภาพได้ เห็นว่า มีความเห็นที่ไม่ตรงกันบางส่วนจำเป็นต้องชี้แจงนายภาวุธ ที่เขาสะท้อนว่า กมธ. บางคนทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพแค่มาลงชื่อเพื่อรับเบี้ยเลี้ยงและวิ่งไปรับห้องอื่นด้วยนั้น หากเห็นปัญหานี้ต้องแก้กันที่ระเบียบของรัฐสภา ปรึกษากับประธานรัฐสภาผู้แทนให้เป็นเรื่องราว ไม่เช่นนั้นการติคนหนึ่งก็จะมีคนต่อ ๆ ไปจะเป็นการบั่นทอนคนที่มีความตั้งใจ มากกว่าสิ่งที่พูดอาจเป็นส่วนน้อยด้วยซ้ำ”

เมื่อถามว่า อาจถูกตั้งคำถามได้ว่าทำไมพรรคไม่ส่ง สส. ที่มีความรู้ ความสามารถให้ตรงกับกรรมาธิการนั้น ๆ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ไปถามพรรคอื่นได้เลยไม่มีพรรคไหนสามารถจะตอบสนองความต้องการของ สส. ที่มีความเชี่ยวชาญต่อเรื่องนั้น ๆ ลงไปทุก กมธ. ได้ มันเป็นเงื่อนไขร่วมกันของสภาเพราะมีสัดส่วนของ สส. อยู่ แต่พรรคประชาชนรวมถึงประธานวิปฝ่ายค้าน ก็พยายามที่จะจัดสรร ให้ไปอยู่ใน กมธ. ที่ สส. สนใจ การที่เราถูกส่งไปยัง กมธ. ที่เชี่ยวชาญหรือไม่นั้น ไม่ได้เป็นการการันตีว่าเราจะทำงานได้หรือไม่ เชื่อว่าทุกคนถ้ามีการเรียนรู้ทุกคนเป็นคนที่มีคุณภาพได้