เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 17 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทันทีที่มีการเปิดให้ลงทะเบียน ว่า สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม ตอนนี้ได้ให้ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง จึงถือเป็นเรื่องที่ตนไม่กังวล 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตโครงการลักษณะนี้ หากมีข้อผิดพลาดผู้ที่รับผิดชอบคือข้าราชการประจำ แต่ในโครงการนี้รัฐมนตรีจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องดูตามสัดส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง สำหรับตนได้เข้ามาดูเรื่องการมอบนโยบาย พร้อมตรวจสอบและรับฟังความเห็นเพิ่มเติม แม้กระทั่งทำประชาพิจารณ์มาแล้ว แนะนำข้อมูลไปเจรจาภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่า ภาครัฐได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น งบประมาณถูกใช้อย่างคุ้มค่า และโครงการเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนอื่นที่มีความกังวล ก็ต้องเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ 

นายไชยชนก กล่าวอีกว่า ส่วนตัวคิดว่านโยบาย คือ รัฐมนตรีไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ แล้วจะให้รัฐมนตรีมาร่วมรับผิดชอบด้วย ตนว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องดูตามความเหมาะสม แต่ยืนยันไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยต่างๆ มีการสั่งการให้ตรวจสอบ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันแล้ว ตนก็เชื่อมั่นตามที่เขายืนยัน 

เมื่อถามย้ำว่า หากฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบโครงการนี้ยินดีใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว และจริง ๆ ต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีจะรู้ทุกขั้นตอน ทุกรายละเอียดของโครงการ จึงชอบให้มีการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกโครงการที่ทำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาถูกโจมตีในประเด็นนี้เยอะ มองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นประเด็นการเมืองอย่างเดียว เพราะเริ่มจากคำถามว่า ใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือไม่ พอมาถึงจุดนี้ก็เห็นแล้วว่า ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า สุดท้ายก็ถูกโยกไปตั้งคำถามที่ TOR เมื่อเห็นว่าทำตามระเบียบก็ไปพูดเรื่องภาคเอกชน จึงต้องติดตามดูแต่ยังยืนยันว่า นโยบายที่มอบไปยึดประโยชน์ของประชาชน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องราคาให้จ่ายตามจริง หากลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านสิทธิ แต่มีบางคนไม่ได้ใช้งาน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายงบประมาณ 1,600 ล้านบาท จึงคิดว่าทุกอย่างเป็นไปในทางที่รัฐและประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงยืนยันในสิ่งนี้ 

“ไม่ใช่การโยนให้ข้าราชการ เรามีสัดส่วนที่ต้องรับผิดชอบไม่เหมือนกัน สำหรับรัฐมนตรีคือ การมอบนโยบายและติดตามว่า โครงการที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ย้ำว่าในเมื่อรัฐมนตรีไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เราก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง”