เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 69 ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายวรพงศ์ ยูระหมาน ตัวแทนเพจข่าว “โหดจัง จังหวัดภูเก็ต” และเพจข่าว “ศูนย์ข้อมูล จังหวัดภูเก็ต” เรื่อง การนำเสนอปัญหาหาดบางเทา และหาดฟรีด้อมใน จ.ภูเก็ต นำโดยนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน

นายเฉลิมพงศ์  กล่าวว่า สื่อมวลชนท้องถิ่นใน จ.ภูเก็ต ถูกฟ้องร้องในลักษณะการฟ้องปิดปาก ต้องเผชิญกับการถูกฟ้องร้องจากผู้มีอิทธิพล ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและการตรวจสอบประเด็นสาธารณะ อาจเข้าข่ายเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อกดดันหรือกลั่นแกล้งสื่อมวลชน จึงขอให้ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาการฟ้องปิดปากสื่อ เพื่อคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

ด้าน น.ส.ภคมน กล่าวว่า ผู้ร้องเรียนและ สส. ในพื้นที่ได้ยื่นข้อมูลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ กรณีการโยกย้ายรองผู้ว่าฯ ภูเก็ต หรือที่สังคมรู้จักในชื่อ “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” อาจไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาตามข้อกล่าวหา แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในพื้นที่ ข้อสังเกตดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังนายกรัฐมนตรีเปิดเผยในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยว่า บุคคลใกล้ชิดของรองผู้ว่าฯ รายดังกล่าว มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์และการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ขณะที่บุคคลซึ่งดำเนินคดีฟ้องร้องสื่อมวลชนท้องถิ่นใน จ.ภูเก็ต ก็เป็นบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน

จึงมีคำถามตามมาว่า แม้จะมีการย้ายรองผู้ว่าฯ ออกจากพื้นที่แล้ว แต่เครือข่ายอำนาจและกลไกที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ต่าง ๆ ยังคงดำรงอยู่หรือไม่ และจะมีการตรวจสอบไปถึงบุคคลหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหรือไม่ 

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนยังมีข้อสังเกตคือ เหตุใดกรณีที่มีข้อกล่าวหาร้ายแรงเช่นนี้ จึงยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยหรือการสอบสวนทางอาญา ขณะที่การประชุมของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งโดยปกติไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณะมากนัก กลับถูกเผยแพร่และถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา จนนำไปสู่ข้อครหาว่าเป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการของภาครัฐ โดยที่เนื้อหาสาระของการแก้ปัญหาอาจยังไม่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับประชาชนในพื้นที่ สิ่งที่ถูกจับตามองไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือกลุ่มการเมือง แต่คือคำตอบว่าปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน อิทธิพล และระบบอุปถัมภ์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนานใน จ.ภูเก็ต จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังหรือไม่

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับลักษณะการโยกย้ายข้าราชการครั้งนี้ เนื่องจากรองผู้ว่าฯ ที่ถูกย้ายจากภูเก็ตไปดำรงตำแหน่งที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งถือเป็นจังหวัดขนาดใหญ่และเป็นภูมิลำเนาของตนเอง ทำให้เกิดคำถามว่าการโยกย้ายดังกล่าวมีลักษณะเป็นมาตรการลงโทษตามข้อกล่าวหาจริงหรือไม่

“ในมุมมองทางการเมือง มีการเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหารจังหวัดในครั้งนี้เข้ากับการจัดวางอำนาจทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะ จ.ภูเก็ต ซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการแข่งขันทางการเมืองในอนาคต สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงการโยกย้ายข้าราชการตามปกติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรับสมดุลอำนาจในพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป สังคมยังคงจับตาว่าการโยกย้ายครั้งนี้จะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาเชิงโครงสร้างใน จ.ภูเก็ต อย่างแท้จริง หรือจะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลโดยที่เครือข่ายอำนาจเดิมยังคงดำรงอยู่ต่อไป”