สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงการที่สหรัฐและอิหร่านลงนามร่วมกันในบันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู ) เพื่อยุติสงครามซึ่งยาวนานกว่า 100 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่าหากประเทศอย่างซาอุดีอาระเบียและกาตาร์มีขีปนาวุธ อิหร่านก็ควรได้รับอนุญาตให้มีอาวุธประเภทนี้เช่นกัน “แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสมดุล”


ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า เขาต้องการเพียงให้อิหร่านไม่สามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับขีปนาวุธควรได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค


ท่าทีดังกล่าวสะท้อนถึงท่าทีที่ผ่อนปรนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดของทรัมป์ หลังสหรัฐและอิหร่านบรรลุบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติความขัดแย้ง และเปิดทางสู่การเจรจาข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน


อย่างไรก็ตาม ความเห็นของทรัมป์ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายอนุรักษนิยมบางส่วนในสหรัฐ ซึ่งมองว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้บรรลุเป้าหมายเดิมที่เคยประกาศไว้ นั่นคือการยุติโครงการขีปนาวุธของอิหร่านโดยสิ้นเชิง


อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐจะยังคงรักษากำลังทหารไว้ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย “อีกระยะหนึ่ง” แม้มีการลงนามข้อตกลงแล้ว เพื่อเฝ้าติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงของอิหร่าน และประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS