เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 69 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ขับเคลื่อนแนวทาง “ปฐมบทใหม่ทับลาน” เพื่อคลี่คลายปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างชุมชนดั้งเดิมกับพื้นที่อนุรักษ์ที่สะสมมานานหลายทศวรรษ ยึดหลักกฎหมาย ข้อเท็จจริง ข้อมูลเชิงประจักษ์ และความโปร่งใส

แนวทางดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2566 ที่กำหนดให้ใช้ระบบ One Map เป็นเครื่องมือจัดระเบียบแนวเขตที่ดินของรัฐ เพื่อลดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน โดยในระยะแรกจะเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงแนวเขตด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง การพิสูจน์สิทธิของประชาชนดั้งเดิม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

สำหรับการพิสูจน์สิทธิ จะเร่งตรวจสอบสิทธิของประชาชนดั้งเดิมประมาณ 5,200 ราย ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศและหลักฐานทางวิชาการประกอบการพิจารณา เพื่อรับรองสิทธิให้แก่ประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

“รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่มีการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิด และไม่มีการรับรองสิทธิให้กับผู้บุกรุกพื้นที่ป่า รวมถึงกลุ่มรีสอร์ท โรงแรม และผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีหลายร้อยคดี โดยทุกคดียังคงดำเนินกระบวนการตามกฎหมายอย่างเต็มที่” น.ส.ลลิดา กล่าวและว่า สำหรับการจัดระเบียบพื้นที่ตามแนวเขตปี 2543 รวมประมาณ 260,000 ไร่ จะดำเนินการบนพื้นฐานของความเป็นธรรมและข้อเท็จจริง โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

ส่วนแรกพื้นที่เตรียมส่งมอบให้หน่วยงานและชุมชนที่มีสิทธิเดิมตามกฎหมาย ซึ่งเคยได้รับการรับรองตามมติ ครม. ในอดีต ประกอบด้วย พื้นที่ทับซ้อน ส.ป.ก. ประมาณ 53,000 ไร่, พื้นที่หมู่บ้านไทยสามัคคีประมาณ 8,300 ไร่, พื้นที่หมู่บ้านความมั่นคงและโครงการจัดที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐประมาณ 84,000 ไร่ และพื้นที่ราชพัสดุประมาณ 6,500 ไร่

ส่วนที่สอง พื้นที่นอกเขต ส.ป.ก. และนอกหมู่บ้านความมั่นคง จะอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยจะไม่มีการรับรองสิทธิให้ผู้บุกรุก และใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เป็นการลดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ โดยภาครัฐเตรียมดึงพื้นที่ป่าสมบูรณ์จากความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ กลับมาเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเพิ่มเติมอีกประมาณ 89,000 ไร่ เพื่อใช้เป็นแนวกันชน (Buffer Zone) และเสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาว

“รัฐบาลยืนยันว่า การแก้ปัญหาทับลานในครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่างคนกับป่า แต่เป็นการจัดระเบียบพื้นที่บนพื้นฐานของกฎหมายและข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับความเป็นธรรม ขณะเดียวกันก็รักษาผืนป่าของประเทศไว้ได้อย่างยั่งยืน โดยผู้กระทำผิดกฎหมายจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น” น.ส.ลลิดา กล่าว