นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุว่า กรณีที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับลดลงในปัจจุบัน โดยราคาน้ำมันดีเซลลงมาแล้ว 12 บาท (จาก 50 บาท เหลือ 38.80 บาท) ก็มีโอกาสลงลงได้อีก ซึ่งปัจจุบัน ดีเซล มีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ประมาณกว่า 1 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซิน เก็บเข้ากองทุนฯ ประมาณกว่า 3 บาทต่อลิตร เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ฉะนั้นหากราคาน้ำมันสำเร็จรูป ปรับลดลงอีก ก็จะทยอยปรับลดราคาขายปลีกในประเทศลงได้ ขณะเดียวกันมีข่าวดีราคา LNG ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าลดลง และLPG ที่ตรึงราคาไว้ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ราคาก็ลดลงพอสมควร
ขณะที่ ปัจจุบันกองทุนฯ มีหนี้เหลือ 50,000 กว่าล้านบาท จากก่อนหน้านี้กว่า 60,000 ล้านบาท หลังจากได้มีการปรับปรุงข้อมูลใหม่ และใน ส่วนของการจ่ายเงินคืนให้โรงกลั่นรายใหญ่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีจาก DSI สอบข้อหากักตุนน้ำมันประมาณ 30,000 ล้านบาท ในส่วนนี้จะระงับการจ่ายคืนไว้ก่อน ทำให้เหลือหนี้จริงที่ต้องทยอยคืนแค่กว่า 20,000 ล้านบาท
“ช่วงนี้ ก็มีการประชุมกองทุนฯ ทุกวัน เวลา 18.00 น. พิจารณาการจัดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนฯ เพื่อดูแลค่าการตลาดให้เหมาะสม โดยจะคุมค่าการตลาดดีเซลไม่เกิน 2 บาท และเบนซิน ไม่เกิน 3.30 บาท หรือ เฉลี่ยแล้วต้องไม่เกิน 2.40 บาทต่อลิตร ซึ่งจะเห็นว่า ในรอบเดือนที่ผ่านมาค่าการตลาดอยู่ในระดับที่นิ่ง”
ส่วน กรณีที่น้ำมันเข้าสู่ขาลงและโรงกลั่นฯ อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนหรืออขาดทุนสต๊อก นั้น นายเอกนัฏ มองว่า เป็นเรื่องของโรงกลั่น เพราะตอนที่ขาขึ้นเขาก็เก็บกำไรไปแล้ว ตอนนี้ไซเคิลมันเป็นอีกไซเคิลหนึ่งคือน้ำมันขาลง เพราะฉะนั้นเขาขาดทุน เขาก็ต้องรับสภาพไป เพราะเขาก็เก็บกำไรมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งส่วนที่รัฐไปบี้มาจาก 6 โรงกลั่นก่อนหน้านี้ เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันให้กับประชาชน เป็นการบี้ค่าการกลั่นประมาณ 8,300 ล้านบาท หรือ 2,400 ล้านลิตร
“ตอนน้ำมันถูกคุณก็ขายแพง ฉะนั้นตอนแพงคุณก็ต้องขายถูก อันนั้นเป็นไซเคิลของเขา เป็นสิ่งที่เขาต้องรับสภาพ แต่ในระยะยาวที่ผมทำตอนนี้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. เป็นอำนาจชั่วคราว เดี๋ยวพอสถานการณ์ทุกอย่างนิ่ง พอ พ.ร.ก. ไม่ได้ใช้ เราก็ต้องปรับโครงสร้างน้ำมันอยู่ดี อ้างอิงราคาสิงคโปร์ควรจะต้องไปบวกพรีเมียมไหม อันนี้ก็ต้องมาดู หรือในอนาคตควรจะต้องมีกลไกจัดการจำกัดค่าการกลั่นโดยอัตโนมัติหรือไม่ ไม่ให้พุ่งสูงเกินไป เพราะปรากฏการณ์แบบนี้เราไม่เคยเจอที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งสูงเกินน้ำดิบไปมาก แล้วทำให้ค่าการกลั่นพุ่งสูงผิดปกติ ก็มาใช้อำนาจ พ.ร.ก. เข้ามาจัดการลดค่าการกลั่นกำหนดค่าการกลั่นใหม่ แต่เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. สิ่งที่ผมต้องการคือ ในสถานการณ์ปกติ เราก็ควรมีกลไกแบบนี้ด้วย ก็ใช้ กบง. ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา ให้ทีมสุดซอย เข้ามาดู ส่วนเรื่องจับน้ำมันเถือนทาง DSI ก็เริ่มออกหมายเรียกแล้ว ก็ตามเรื่องอยู่ตลอด แต่การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันถาวรเป็นเรื่องต้องทำแต่ต้องใช้เวลา ต้องแก้กฎหมาย กฎระเบียบ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวม”



