เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนา “เลือกตั้ง กทม. กับนโยบายไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง…จริงหรือ?” ซึ่งจัดโดยเครือข่ายภาคประชาชนเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า จากการรวบรวมข้อมูลความรุนแรงทางเพศ และความรุนแรงในครอบครัวในพื้นที่ กทม. ที่นำเสนอผ่านข่าวหนังสือพิมพ์ และออนไลน์ พบสถิติสูงเป็นอันดับหนึ่งคือความรุนแรงทางเพศ โดยปี 2565 พบ 39 ข่าว ปี 2566 จำนวน 34 ข่าว รองลงมาคือข่าวฆ่ากันในครอบครัว 29 ข่าว เชื่อว่ามีอีกมากที่ไม่เป็นข่าว แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นนโยบายด้านความปลอดภัยของผู้หญิงในพื้นที่ กทม.เท่าที่ควร มูลนิธิฯ จึงขอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ สก. มีนโยบายสนับสนุนพื้นที่ความปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและเด็กในทุกชุมชนใน กทม. โดยสนับสนุนองค์ความรู้ งบประมาณ และบุคลากร มีการตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทางเพศ ทุกเขตโดยมีนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาช่วยเหลือให้คำปรึกษา และมีนโยบายบูรณาการช่วยเหลือผู้หญิง และเด็กที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทั้งโรงพยาบาล สถานีตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์ แบบเร่งด่วนเมื่อเกิดเหตุ
“ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิง ความรุนแรงในครอบครัว มักจะพบว่ามีปัจจัยร่วมจากเหล้าและยาเสพติดที่มากระตุ้น ทางมูลนิธิฯ จึงได้สนับสนุนเครือข่ายชุมชนในกรุงเทพฯ หลายชุมชนร่วมกับ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวง พม. สำนักพัฒนาสังคม กทม. ทำงานผ่านแกนนำชุมชน ทำให้ชุมชนร่วมสร้างเครือข่ายป้องกันปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิง มีศูนย์ให้คำปรึกษาผู้ถูกใช้ความรุนแรง และทำงานกับตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงจนเป็นชุมชนป้องกันปัญหา และเป็นต้นแบบขยายผลในกรุงเทพฯ ได้ ดังนั้น กทม. สามารถนำเป็นแนวทางต่อยอดการทำงานในพื้นที่ต่างๆ ได้” นายจะเด็จ กล่าว
ด้านนายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า จากการติดตามนโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ก็ยังเน้นไปที่เศรษฐกิจ น้ำท่วม รถติด เป็นภาพใหญ่ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่ในเวลาเดียวกัน กทม.ก็มีปัญหาที่คู่ขนานกันในหลายมิติ ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาระบุว่าตัวเลขเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา เด็กดร็อปเอาต์ ใน กทม. มากกว่า 130,000 คน คิดเป็น 12.36% ของประชากรกลุ่มนี้ แต่สามารถดึงเด็ก เยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้เพียง 20-30% ขณะเดียวกัน ปี 2568 พบเด็ก เยาวชนใน กทม. เข้าสถานพินิจ กว่า 1,000 คน ฐานความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ทรัพย์ อาวุธปืน ความผิดเกี่ยวกับการคมนาคม เพศ และยาเสพติด ตามลำดับ โดยคดีเกี่ยวกับยาเสพติดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

นายชูวิทย์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาด้านสุขภาพจิตเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทั้งประเทศของกรมสุขภาพจิต พบว่ามีความเสี่ยงซึมเศร้า 8.4% เสี่ยงฆ่าตัวตาย 14% มีเพียง 51.4% เท่านั้นที่มีสภาวะสุขภาพจิตดี เมื่อเทียบเคียงพื้นที่ กทม. ย่อมมองได้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งต้องเผชิญความเครียด ความเปราะบางทางอารมณ์อย่างน่าเป็นห่วง ในขณะที่พื้นที่สร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนก็ลดหายไปเรื่อยๆ เด็กในครอบครัวเปราะบาง ยากจน เข้าไม่ถึง ลานกีฬา ลานเล่นของเด็กถูกเปลี่ยนไปเป็นที่จอดรถ สนามกีฬาในโรงเรียนก็ปิดลงหลังเลิกเรียน อย่างไรก็ตามมีหลายชุมชนพยายามทำงานร่วมกับ สสส.ทำเรื่องเล่นอิสระ พื้นที่สร้างสรรค์ใน กทม. ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่ยังน้อยมาก
“ดังนั้น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ เราจึงอยากเห็นนโยบายที่ให้ความสำคัญกับลูกหลานคน กทม.ที่ลงลึก การแก้ปัญหายาเสพติดแบบมุ่งเป้าที่เด็กและเยาวชน การแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ช่วยเหลือดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาที่หลากหลาย การเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ ที่ยึดโยงกับชุมชน การมีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ได้ระบาย แลกเปลี่ยน ขอคำปรึกษาทั้งในโรงเรียนสังกัด กทม. และจุดอื่นๆ ที่ กทม.กำกับดูแล เช่น หอศิลป์ เป็นต้น” นายชูวิทย์ กล่าว
ด้าน นางสาววงศ์จันทร์ จันทร์ยิ้ม แกนนำเครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดในชุมชนสร้างผลกระทบต่อผู้เสพ ครอบครัวผู้เสพ และชุมชน ซึ่งตนได้รับการร้องขอให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่เสพยามานานจนร่างกายทรุดโทรม ป่วยจิตเวช มีอาการหูแว่ว ภาพหลอน หวาดระแวงว่าจะถูกคนทำร้าย จึงมีพฤติกรรมก้าวร้าว ใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง ทำให้คนใกล้ชิดและชุมชนหวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง เหมาะสม ผู้ป่วยหลายรายยังไม่ได้รับการบำบัดรักษาทั้งการติดยา และการเจ็บป่วย เพราะครอบครัวขาดความรู้ ขาดความพร้อมทางการเงิน ขาดระบบสนับสนุนในการดูแลผู้ป่วย สถานบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาฯ ไม่เพียงพอ
ขณะที่ นายไพบูลย์ บุญประเสริฐ ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนกำลังดี กล่าวว่า ใน กทม.ยังมีชุมชนกว่าร้อยแห่งที่ยังไม่ได้จดทะเบียนชุมชน ทำให้ผู้อยู่อาศัยเข้าไม่ถึงโอกาสและสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ มีข้อกำจัดในการเข้าถึงงบประมาณพัฒนาชุมชน การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของภาครัฐ หลายพื้นที่ขาดพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สร้างสรรค์ ขาดระบบจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม มีปัญหาขยะ น้ำเสีย และความไม่ปลอดภัย บางชุมชนเผชิญปัญหายาเสพติด ความรุนแรง และความเสี่ยงทางสังคม กลุ่มเปราะบางทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบมากสุด จึงขอให้แคนดิเดตผู้ว่าฯ พิจารณานโยบาย 1.สำรวจและทำฐานข้อมูลชุมชนไม่จดทะเบียนอย่างเป็นระบบ 2.เปิดช่องให้ชุมชนไม่จดทะเบียนสามารถเข้าถึงงบฯ และโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต 3. ลงทุนสร้างพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่สร้างสรรค์ 4.พัฒนาระบบสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อมพื้นฐาน และ 5. สร้างกลไกให้ชุมชนไม่จดทะเบียนมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายและแผนพัฒนาเมืองที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาโดยตรง.



