เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับคณะผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดล และ Time Labs จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 1 ภายใต้ “โครงการศึกษาวิจัยแนวทางการส่งเสริมการตลาดสำหรับชิ้นส่วนดาวเทียม” ณ ห้องเบเวอร์ลี่ ฮิลล์ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ

โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เพื่อร่วมกันวางรากฐานและกำหนดทิศทางอนาคตเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ของประเทศไทย โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายพีร์ ชูศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA เป็นประธานในพิธีเปิดและมอบนโยบายสำคัญซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านบทบาทของประเทศไทยในเวทีเทคโนโลยีอวกาศโลก

ดร.พรเทพ นวกิจกนก โฆษก GISTDA และผู้อำนวยการศูนย์ผลิตดาวเทียมแห่งชาติ กล่าวว่า ในยุคปัจจุบัน อุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การศึกษาวิจัยในวงแคบของประเทศมหาอำนาจอีกต่อไป แต่ได้ยกระดับกลายเป็น “อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลก” ที่เชื่อมโยงกับความมั่นคง การพัฒนาเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่า มูลค่าตลาดอวกาศโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีการส่งดาวเทียมและยานอวกาศขึ้นสู่ห้วงอวกาศเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ต้นทุนการเข้าถึงเทคโนโลยีอวกาศที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดผู้เล่นรายใหม่ (New Space Players) และสตาร์ทอัพจำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการชิ้นส่วน อุปกรณ์ ระบบย่อย (Subsystems) รวมถึงบริการที่เกี่ยวเนื่องเติบโตเป็นเงาตามตัว

โฆษก GISTDA กล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เล็งเห็นถึงโอกาสทองนี้ จึงกำหนดนโยบายเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ Space Economy เป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ (New Growth Engine) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของชาติ ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จาก “ผู้ใช้” สู่ “ผู้พัฒนาและผู้ผลิต” ดาวเทียม THEOS-3 จะเป็นหมุดหมายสำคัญของไทย เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ซึ่งปัจจุบันเรามีพื้นฐานอุตสาหกรรมการผลิตและเทคโนโลยีขั้นสูงที่แข็งแกร่ง (เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์) ประกอบกับมีบุคลากร นักวิจัย และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูง พร้อมที่จะต่อยอดไปสู่การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมอวกาศ

สื่งสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยีของประเทศ คือ โครงการพัฒนาดาวเทียม THEOS-3 ซึ่ง GISTDA กำลังขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้เปรียบเสมือนสปริงบอร์ดที่จะนำพาประเทศไทยข้ามผ่านจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้เทคโนโลยี” (Technology User) ไปสู่การเป็น “ผู้พัฒนาและผู้ผลิตเทคโนโลยีอวกาศ” (Technology Developer & Producer) อย่างเต็มตัว โดยเน้นการพัฒนาใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1)ด้านบุคลากร เป็นการสร้างและบ่มเพาะวิศวกรอวกาศสัญชาติไทย ,2)ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เป็นการสร้างระบบนิเวศ โครงสร้างการประกอบ และการทดสอบดาวเทียมภายในประเทศ และ 3)ด้านโอกาสทางธุรกิจ เป็นการเปิดประตูให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมอวกาศในระดับสากล

การมีเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเพียงลำพังยังไม่เพียงพอต่อการเติบโตที่ยั่งยืน สิ่งสำคัญคือการสร้าง “ระบบนิเวศการตลาดที่เอื้ออำนวย” เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้จริงในเวทีโลก การสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นการสร้างการรับรู้และความเข้าใจร่วมกัน เกี่ยวกับทิศทางและแนวโน้มของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนดาวเทียมในประเทศไทย รวมถึงเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทลายข้อจำกัดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และผู้ประกอบการ ร่วมกันมองหาโอกาสและประเมินความท้าทาย เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนดาวเทียมของไทยให้เดินหน้าอย่างถูกทิศทาง ซึ่งข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด จะถูกนำไปสกัดเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายและแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมอวกาศของไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน.



