การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งผู้บริหารเมืองพิเศษแห่งนี้เท่านั้น แต่ยังถูกจับตามองว่าเป็น “สนามวัดกำลัง” ของการเมืองไทยในระดับท้องถิ่น และอาจส่งผลต่อสมการการเมืองระดับชาติในอนาคต
การแข่งขันครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้าระหว่าง นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ อดีตนายกเมืองพัทยา ในนามกลุ่ม “เรารักพัทยา” ซึ่งได้รับการมองว่าเป็นเครือข่ายของบ้านใหญ่ชลบุรี กับ นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน น้องชายของอดีตนายกเมืองพัทยา นายนิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร
ยิ่งไปกว่านั้น หลังการเลือกตั้งทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนสูญเสีย ส.ส.ชลบุรี จาก 7 เหลือ 5 ที่นั่ง ทำให้สนามพัทยากลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องการพิสูจน์ศักยภาพของตนเอง

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนการปรับตัวของทั้งสองขั้วการเมืองอย่างชัดเจน
บ้านใหญ่ที่พยายามสร้างภาพใหม่
ดร.โอฬาร ระบุว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา นายปรเมศวร์พยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ตัวเอง เป็นนักบริหารที่ยืนอยู่บนผลงาน มากกว่าการเป็นเพียงตัวแทนของ “บ้านใหญ่”
แม้ประชาชนจำนวนมากยังมองว่าเขามีสายสัมพันธ์กับเครือข่ายการเมืองเดิม ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นบิดา แต่เจ้าตัวก็พยายามผลักดันให้ภาพจำของประชาชนอยู่ที่ผลงานการบริหารเมืองและทีมงาน มากกว่าความเป็นเครือข่ายทางการเมือง
อีกด้านหนึ่ง ยังปรับยุทธศาสตร์มาสู่ “การเมืองเชิงนโยบาย” มากขึ้น โดยนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองในระยะ 4 ปี แทนการพึ่งพาอิทธิพลหรือระบบอุปถัมภ์แบบเดิม
ดร.โอฬาร มองว่า จุดแข็งสำคัญของนายปรเมศวร์ คือภาพลักษณ์ของนักการเมืองที่เข้าถึงง่าย ไม่มีภาพของผู้มีอิทธิพล และสามารถสื่อสารเรื่องการพัฒนาเมืองได้ชัดเจนกว่าในอดีต
พรรคประชาชนกับการปรับตัวที่ต้องแลก
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนก็เลือกปรับยุทธศาสตร์เช่นกัน แต่เป็นการปรับที่สร้างคำถามไม่น้อย
ดร.โอฬาร เห็นว่า พรรคซึ่งเคยประกาศไม่ทำการเมืองแบบตระกูลการเมืองท้องถิ่น กลับตัดสินใจจับมือกับกลุ่มการเมืองในพื้นที่นาเกลือ เพื่อเพิ่มฐานคะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้
หากย้อนดูผลเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเมืองพัทยามีประมาณ 80,000 คน ผู้มาใช้สิทธิราว 40,000 คน โดยฐานเสียงของนายปรเมศวร์อยู่ที่ประมาณ 12,000-14,000 คะแนน ขณะที่นายอิทธิวัฒน์มีฐานเดิมประมาณ 8,000 คะแนน
เมื่อรวมกับฐานเสียงของกลุ่มการเมืองนาเกลืออีกราว 12,000 คะแนน จึงทำให้พรรคประชาชนเชื่อว่ามีโอกาสพลิกชนะได้
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวต้องแลกกับ “ต้นทุนทางการเมือง” เพราะขัดกับภาพลักษณ์และอุดมการณ์ที่พรรคสร้างมาตลอดหลายปี
ดร.โอฬาร ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในการหาเสียงครั้งนี้ พรรคประชาชนส่งแกนนำระดับประเทศลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ภาพของผู้สมัครถูกกลบด้วยกระแสพรรค อีกทั้งยังถูกวิจารณ์ว่าแสดงบทบาทด้านนโยบายและการดีเบตน้อยกว่าที่สังคมคาดหวัง
ทำไม “บ้านใหญ่” ยังแข็งแรงในชลบุรี
จากงานวิจัยด้านการเมืองท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยบูรพา ดร.โอฬาร ระบุว่า แม้พรรคประชาชนจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งระดับชาติหลายพื้นที่ แต่เมื่อเข้าสู่สนามท้องถิ่น กลับยังไม่สามารถโค่นเครือข่ายบ้านใหญ่ได้
ตัวอย่างสำคัญคือการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ซึ่ง นายวิทยา คุณปลื้ม สามารถเอาชนะผู้สมัครจากพรรคประชาชนได้อย่างชัดเจน
ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ระบบอุปถัมภ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับตัวของบ้านใหญ่ให้เข้ากับยุคสมัย ด้วยการผลักดันคนรุ่นใหม่ที่มีภาพลักษณ์ดี มีประสบการณ์ทางธุรกิจ และสื่อสารว่าต้องการเข้ามาทำงานเพื่อสังคม
การรักษาฐานเสียงจึงไม่ได้อาศัยเพียงชื่อสกุลทางการเมือง แต่เกิดจากการครองใจประชาชนผ่านผลงานและการพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
อนาคตการเมืองท้องถิ่น จะวัดกันที่ “คุณภาพผู้สมัคร”
ดร.โอฬาร มองว่า พรรคการเมืองทุกพรรคจำเป็นต้องปรับตัว ด้วยการเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ มีภาพลักษณ์ที่ดี และสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์สื่อสารนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเมืองท้องถิ่นในอนาคตจะไม่ใช่การแข่งขันของฐานคะแนนจัดตั้งเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการแข่งขันของ “มืออาชีพ” ที่มีทั้งวิสัยทัศน์ ความสามารถในการบริหาร และสามารถทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ได้จริง
ผลเลือกตั้งจะเปลี่ยนสมการการเมืองชลบุรีหรือไม่
ดร.โอฬาร ประเมินว่า หากนายปรเมศวร์รักษาเก้าอี้นายกเมืองพัทยาไว้ได้ จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้เครือข่ายบ้านใหญ่ชลบุรี และสามารถต่อยอดฐานอำนาจไปสู่การเมืองระดับชาติได้ในอนาคต
แต่หากพ่ายแพ้ พรรคประชาชนจะสามารถปักหมุดฐานการเมืองในเมืองพัทยาได้สำเร็จ และใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นฐานขยายอิทธิพลทางการเมืองต่อไป โดยเฉพาะเมื่อพรรคเคยชนะการเลือกตั้งระดับชาติในพื้นที่นี้มาแล้ว
บทเรียนจากศึกพัทยา
สำหรับ ดร.โอฬาร การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนว่า ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามปรับตัว แต่ในขณะเดียวกัน พรรคประชาชนกลับลดน้ำหนักการเมืองเชิงนโยบายลง และหันไปพึ่งฐานคะแนนจัดตั้งมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายนายปรเมศวร์กลับแสดงให้เห็นถึงการพัฒนานโยบายและความพร้อมในการดีเบตมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน
ท้ายที่สุด เขามองว่า การเลือกตั้งเมืองพัทยาเป็นภาพสะท้อนของการเมืองไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ระหว่างระบบอุปถัมภ์ที่ปรับตัวให้ทันยุค กับการเมืองเชิงอุดมการณ์ที่กำลังแสวงหาวิธีเข้าถึงประชาชน
และไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร บทเรียนสำคัญคือ พรรคการเมืองจะไม่สามารถยืนหยัดได้ หากขาดนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะวันนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้ตัดสินใจจากเพียง “ตัวบุคคล” หรือ “ชื่อพรรค” เท่านั้น แต่กำลังเลือก “อนาคตของเมือง” ที่สามารถจับต้องได้จริง.



