เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภากลาโหม ถึงกรณีที่สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และ พล.อ.เตีย บันห์ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจมีการเจรจาในข้อตกลงด้านอาวุธยุทโธปกรณ์
พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นสิทธิและภารกิจด้านความมั่นคงของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถไปห้ามปรามได้ เช่นเดียวกับกองกำลังตามแนวชายแดนของไทยที่มีการดัดแปลงที่มั่นและการเตรียมความพร้อมตามแนวทางทหาร ซึ่งทางกัมพูชาก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน สิ่งสำคัญคือประเทศไทยต้องมีความเชื่อมั่นในมาตรการทางการทูตเชิงรุกของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้นำรัฐบาลไทย
นอกจากนี้ รมว.กลาโหม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ตนมีกำหนดการจะเดินทางร่วมคณะของนายกรัฐมนตรี ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของรัฐบาลจีนเพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศต่อไป
นอกจากนี้ พล.ท.อดุลย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ โดยระบุว่า ได้มอบนโยบายแก่ปลัดกระทรวงกลาโหมให้ยึดหลักผลประโยชน์ของกองทัพเรือและประเทศชาติเป็นสำคัญ ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดต้องเป็นไปตามข้อกำหนดขอบเขตงาน หรือ TOR ภายใต้กรอบงบประมาณและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ส่วนรายละเอียดเชิงลึกทางเทคนิคเป็นหน้าที่ของกองทัพเรือเป็นผู้ชี้แจง
พล.ท.อดุลย์ ยืนยันความมั่นใจว่า กระบวนการจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความโปร่งใส เนื่องจากมีขั้นตอนและข้อบังคับตามกฎหมายรองรับอย่างเข้มงวด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ได้รับมอบหมายมาจากนายกรัฐมนตรี
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความเชื่อมโยงกับนโยบายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ พล.ท.อดุลย์ ชี้แจงว่า รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนว่าการจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศจะต้องมีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และการแลกเปลี่ยนสินค้าทางเศรษฐกิจร่วมด้วย เช่น ในโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท ย่อมต้องมีการเจรจาขอความร่วมมือให้ประเทศผู้ขายร่วมสนับสนุนการซื้อสินค้าเกษตรจากประเทศไทยในสัดส่วนร้อยละ 10-15 แม้เงื่อนไขดังกล่าวจะไม่สามารถระบุลงใน TOR ได้โดยตรง แต่เป็นแนวทางความร่วมมือที่สามารถขับเคลื่อนผ่านการเจรจาระหว่างประเทศได้
นอกจากนี้ รมว.กลาโหม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากโอกาสที่ได้เดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศสเพื่อศึกษาดูงานด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และได้หารือกับผู้ประกอบการหลายประเทศ ยืนยันว่าแนวทางการเจรจาเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนสินค้าต่างตอบแทนสามารถทำได้จริง โดยสัดส่วนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะดึงผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมห่วงโซ่การผลิตนั้น จะขึ้นอยู่กับชั้นเชิงและฝีมือในการเจรจาของคณะทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน



