นายญาณกิตติ์ ฮารุดีน รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ  เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสถาบันวิจัยยาง ให้เฝ้าระวัง ติดตาม เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ การแพร่ระบาดของเชื่อราต้นเหตุโรคใบจุดกลม เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. มักระบาดหนักในฤดูฝนที่มีความชื้นสูง ความเสียหายหลักคือทำให้ใบยางร่วงผิดปกติ ผลผลิตน้ำยางลดลง 30 – 50% หากรุนแรงอาจทำให้ต้นยางตายจากยอดได้ จากเนื้อที่การระบาดหนักในเขตภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลให้ผลผลิตยางพาราในปี 2569 นี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

น.ส.นภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลม หรือที่รู้จักกันในชื่อโรคใบร่วงชนิดใหม่ เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum siamense ในพื้นที่สวนยางในไทยมีพื้นที่รวมกว่า 900,000 ไร่ โดยพบการระบาดมากที่สุดในภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.สตูล และ จ.สงขลา ซึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากปริมาณน้ำฝน ความชื้นในอากาศ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกต่อเนื่องสลับช่วงแล้งสภาพอากาศมีความชื้นควบคู่กับมีอุณหภูมิสูง ที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตและการแพร่ระบาดของเชื้อรา

นอกจากนี้ เชื้อราสามารถแพร่กระจายได้ผ่านลม น้ำฝน ต้นพันธุ์ยาง และพืชอาศัยจากแหล่งที่มีการระบาด จึงทำให้โรคแพร่กระจ่ายได้ง่าย เกษตรกรชาวสวนยางจึงควรหมั่นสังเกตต้นยาง ซึ่งสามารถสังเกตอาการของโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยบริเวณใต้ใบและด้านบนของใบเดียวกันจะปรากฏแผลสีเหลืองลักษณะค่อนข้างกลม รอบแผลมีสีเข้มและไม่มีสีเหลืองล้อมรอบ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 ซม. ระยะต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวจะขยายใหญ่ขึ้น เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำคล้ำ และกลายเป็นเนื้อเยื่อแห้งสีน้ำตาลหรือขาวซีด อาจพบแผลมากกว่า 1 แผล ขยายลุกลามซ้อนกันจนเป็นแผลขนาดใหญ่  และเมื่อโรคลุกลาม ใบยางจะเหลืองทั้งใบและร่วงในที่สุด นอกจากนี้ เชื้อราดังกล่าวยังสามารถเข้าทำลายกิ่งอ่อน ทำให้เกิดอาการกิ่งแห้งตายจากยอด ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตยางโดยตรง

หากพบการแพร่ระบาด ควรรีบกำจัดใบหรือกิ่งอ่อนที่แสดงอาการของโรค โดยนำไปฝังกลบหรือเผาทำลายในภาชนะปิด เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ ควบคู่กับการดูแลสวนยางอย่างเหมาะสมในช่วงฤดูฝน โดยกำจัดวัชพืชให้สวนโปร่งอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการสะสมของความชื้น พร้อมทั้งบำรุงต้นยางให้มีความสมบูรณ์ด้วยการปรับปรุงดินและใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ หลังช่วงผลัดใบสามารถใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือกำมะถัน 25 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อช่วยลดความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมต่อการเจริญของเชื้อราได้

ขณะนี้ กยท.โดยศูนย์วิจัยยาง ทั้ง 5 แห่ง อยู่ระหว่างการศึกษาทดลองการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จากปลาหมอคางดำ และน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ ในพื้นที่สวนยางของศูนย์วิจัยยางและพื้นที่สวนยางของเกษตรกร เพื่อทดสอบศักยภาพในการปรับปรุงดิน ให้สามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ในการเจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยเสริมความแข็งแรงของต้นยาง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคใบร่วง ระยะเวลาการทดลองไม่น้อยกว่า 3 ปี

“กยท. ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการสวนยางอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเสียหายและรักษาผลผลิตยางพาราตลอดฤดูฝน ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรหมั่นเฝ้าระวังและสำรวจอาการผิดปกติในสวนยางอย่างสม่ำเสมอ หากพบการแพร่ระบาดของโรคหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและกำจัดโรค สามารถติดต่อ กยท. ในพื้นที่ เพื่อขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง”