เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่อาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหารผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน พร้อมด้วยว่าที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคประชาชน ทั้ง 22 คน แถลงกรณีเสนอชื่อผู้เข้าชิงประธานสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมวาระผลักดันสภาโปร่งใส ในยุคผู้ว่าฯ ชัชชาติ 2 ว่า จะมี 2 ข้อบัญญัติแรกที่พรรคประชาชนจะเร่งขับเคลื่อนเป็นวาระสำคัญของเมืองและวาระสำคัญของสภากทม. คือ 1.ข้อกำหนดไซต์ก่อสร้างปลอดภัยเพื่อให้ใช้ก่อสร้างทุกแห่งในกรุงเทพฯ มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด มีการเปิดเผยสัญญาประกันภัย มีการเข้มงวดและดูแลเรื่องของความปลอดภัยเพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณไซต์ก่อสร้าง หรือเมื่อมีเหตุเกิดขึ้น ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองการดูแลการชดเชยจากประกันภัยอย่างเต็มที่
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า 2.ข้อบัญญัติควบคุมอาคาร เพื่อให้อาคารเก่าทั้งหมดในกรุงเทพฯ มีมาตรฐานในการตรวจสอบ มีการปลดล็อกเอาอาคารที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยมาใช้งาน เพื่อประโยชน์สาธารณะของชาวกรุงเทพฯ เช่น เรื่องการทำฟู้ดคอร์ตในราคาย่อมเยา เป็นต้น รวมถึงอาคารขนาดใหญ่ที่อาจจะต้องมีข้อบัญญัติกำกับให้มีการจัดสรรพื้นที่ไว้สำหรับจอดรถเมล์หรือรถสาธารณะ เพื่อคลี่คลายปัญหาการจราจรในห้างสรรพสินค้าหรืออาคารใหญ่
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ 2 ข้อบัญญัติดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อบังคับที่เราจะเพิ่มขึ้นมาด้วยคือ ข้อบังคับการประชุมสภา ซึ่งเป็นวาระที่เหมาะสมอย่างมากที่เราจะขับเคลื่อนสภา กทม. ให้มีความโปร่งใส ทุกการประชุมเมื่อมีมติใดๆ ชาวกรุงเทพฯ ควรที่จะได้รับรู้ด้วย ทุกอย่างต้องมีการเปิดเผยเป็นสาธารณะว่ามีโครงการใดเกิดขึ้นบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ใช้จ่ายไปอย่างไร ซึ่งตนคิดว่าทั้ง 3 เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ขณะที่คณะกรรมการวิสามัญนั้น จะมี 2 ชุดที่เราจะตั้งขึ้นมาทันทีคือ 1.คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการส่งตัวผู้มีสิทธิ์บัตรทองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหลายคนที่ชื่อของเขาสังกัดอยู่ในคลินิก และเมื่อต้องการการรักษาตัวกับคุณหมอเฉพาะทาง หรือต้องการได้รับการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้นจะมีปัญหาในเรื่องของการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลทุติยภูมิหรือโรงพยาบาลตติยภูมิ ถือเป็นปัญหาที่มีอยู่ทุกเขต และ สก. เรามีความตั้งใจอย่างมากที่จะหาแนวทางร่วมกันกับรัฐบาลกลางในการแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วง และ กทม. มีความจำเป็นต้องนำงบประมาณไปอุดหนุนและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก็จะได้นำเรียนวิธีแก้ปัญหากับผู้ว่าฯกทม. รับทราบและผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
2.คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแก้ไขปัญหาขยะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในเขตประเวศ รวมถึงการคัดแยกขยะและฝังกลบขยะ ซึ่งเราควรมีแนวทางการจัดการขยะในกรุงเทพมหานครในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภา กทม. ในปี 2570 ที่ประชาชนอยากเห็นว่ามีการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา โดยพวกเรามีความตั้งใจที่จะนำ AI เข้าไปสกรีนตรวจสอบโครงการทั้งหมดในงบปี 2570 เพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับผู้ว่าฯ รวมถึงจะมีการเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบ นี่คือวาระเมืองในช่วง 6 เดือนแรก
“ฉะนั้น การจะขับเคลื่อนวาระเมืองให้เป็นไปอย่างรวดเร็วพรรคประชาชน จึงมีความเห็นว่าเราต้องการประธานสภา กทม. ที่เข้าใจวาระเมืองและยึดมั่นอุดมการณ์ที่จะทำให้สภาโปร่งใส มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคนนั้นที่เราเห็นพ้องต้องกันที่จะสนับสนุนให้เป็นประธานสภา กทม. คือ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ส.ก.เขตบางซื่อ” นายวิโรจน์ กล่าว
ด้าน น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนในฐานะแคนดิเดตประธานสภา กทม. ของพรรคประชาชน เสนอคือการเอาวาระการทำงานเป็นที่ตั้ง สิ่งที่เราผลักดันมาตลอดคือสภาโปร่งใส ใครทำอะไรต้องรู้หมด รวมถึงการทำให้สภาแห่งนี้เป็นสภาที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงที่สุด สำหรับสภาโปร่งใสที่เราเสนออันดับแรกคือ การเปิดเผยผลการลงมติของ สก.ทุกคนให้เป็นอัตโนมัติ โดยเราจะไปแก้ข้อบังคับจากเดิมที่ผลการลงมติจะไม่ได้มีการเปิดเผย ต้องไปขอประธานสภาให้เปิดเผยและที่ผ่านมาเกิดความอิหลักอิเหลื่อค่อนข้างเยอะว่าทำไมจึงขอโครงการนี้ แล้วไม่ขอโครงการนี้ ดังนั้นเราจะคืนความปกติให้กับสภา กทม. ให้เปิดเผยผลมติของทุกท่านทุกครั้งอย่างอัตโนมัติเหมือนสภาใหญ่ที่ทำมาแล้ว
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า อันดับต่อไปที่เราผลักดันมาตลอดคือการไลฟ์สดการประชุมคณะวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกรุงเทพมหานคร ที่เราต่อสู้กันมาเป็นระยะเวลานานในสมัยที่ผ่านมา ครั้งนี้เราจะแก้ไขข้อบังคับให้รวมคณะกรรมการสามัญและวิสามัญทั้งหมดของสภากรุงเทพมหานครให้เป็นการไลฟ์สดโดยอัตโนมัติ แต่หากวาระไหนที่ประชุมแล้วมีชื่อบริษัทที่อาจจะมีความเสี่ยง หรือเกี่ยวกับความมั่นคงก็สามารถที่จะพักการถ่ายทอดสดได้
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวด้วยว่า อันดับถัดไปคือประสิทธิภาพในการทำงานของ สก. ที่เรามีการเปิดเผยการเข้าประชุมของ สก. ว่าในการประชุมกรรมการสามัญและกรรมการวิสามัญ สก. ท่านนั้นเข้าประชุมบ่อยแค่ไหน อันดับต่อมาที่สำคัญมากคือเราจะไปแก้ไขข้อบัญญัติเพื่อให้เอกสารที่ฝ่ายบริหารจะส่งมาให้สภา กทม. ในการตรวจสอบงบรายจ่ายประจำปีจะต้องมี Machine Readable แนบมาด้วย เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างมีประสิทธิ
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เราจะผลักดันให้มีการจัดตั้งสำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภา กทม. ที่จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานเรื่องงบประมาณของ สก. โดยการวิเคราะห์งบประมาณมาล่วงหน้าแล้วว่ารายการต่างๆ นั้นมีความต่างจากราคากลางเท่าไหร่ บริษัทที่เสนอมานั้นเสนอโครงการใดอีกบ้าง ย้อนหลังไปกี่ปี สนับสนุนข้อมูลในการร่างข้อบัญญัติให้ สก. ด้วย เพราะที่ผ่านมาเป็นการทำงานร่วมกับฝ่ายกฎหมายซึ่งไม่เพียงพอ

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า สุดท้ายที่เราคิดว่าควรจะมีมากๆ และเราจะผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้คือการจัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญตรวจสอบสัญญาผูกขาด โดยเราจะตั้งคณะกรรมการนี้ขึ้นมาเพื่อทบทวนสัญญาระยะยาวของกรุงเทพมหานคร ที่มีวงเงินเกิน 1 ร้อยล้านบาทขึ้นไปที่ทำกับเอกชน โดยเราจะเน้นไปที่สัญญาที่เกี่ยวข้องกับโรงขยะ การให้สัญญาสัมปทานกรุงเทพมหานคร และการจัดซื้อจัดจ้างระยะยาวในระบบไอทีต่างๆ ที่มีความเสี่ยงที่จะทุจริต
“สุดท้ายดิฉันในฐานะแคนดิเดตประธานสภา กรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน เราตั้งใจว่าเราจะผลักดันวาระเหล่านี้ให้ได้ และคาดหวังว่าเพื่อนสมาชิก หลายคนในสภากรุงเทพมหานครจะเห็นวาระนี้ตรงกันกับเราจึงขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกให้เข้ามาร่วมกันกับเรา สิ่งที่เราผลักดันมาตลอดสี่ปีเราต้องการให้สภาแห่งนี้เป็นสภาที่โปร่งใส ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มีประสิทธิภาพในการทำงานและขอฝากพี่น้องประชาชนเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วย” น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ขณะนี้หาพันธมิตรได้แล้วหรือไม่ที่จะมาสนับสนุนเรา นายวิโรจน์ กล่าวว่า ขณะนี้มีอย่างน้อย 4 คนแล้วที่เห็นตรงกันและมาพูดคุยกัน ซึ่งเข้าใจว่าสามารถกำหนดวาระในการทำงานร่วมกันแล้ว ฉะนั้น จึงต้องขอขอบคุณว่าที่ สก. ทั้ง 4 คนนั้นด้วย อย่างน้อยขณะนี้ก็สามารถนับ 22+4 ไปได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีว่าที่ สก. อีกหลายท่านที่เรายังหารือกันอยู่ แต่ยืนยันว่าการหารือที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการหารือโดยเอาวาระเมืองเป็นตัวตั้ง เป็นการหารืออย่างสร้างสรรค์
เมื่อถามถึง กรณีที่นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ว่าที่ สก.ลาดกระบัง ประกาศว่าพร้อมที่จะหนุน น.ส.ภัทราภรณ์ นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเปิดทีเดียวดีกว่า และการเปิดต้องให้ทางท่าน สก. เป็นคนเปิด แต่เบื้องต้นต้องขอบคุณนายสุรจิตต์มากๆ
เมื่อถามว่า ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการติดต่อพูดคุยอะไรกันหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ระหว่างนี้ก็มีการพูดคุยกันตลอด เพราะการทำงานของสภา กทม. จะต้องทำงานร่วมกัน จริงๆ เราต้องการ 50 เสียงเช่น การผลักดันการแก้ไขปัญหาเรื่องบัตรทองที่เกิดขึ้นกับทุกเขต ลำพัง 22 เสียง 25 เสียง หรือ 27 เสียงไม่มีพลัง แต่เชื่อว่าเวลาที่ สก. เวลานั่งคุยกัน เขาจะคุยกันเรื่องนี้ จึงคิดว่าอยากให้เป็นวาระของเมืองร่วมกัน หากเราได้ 50 คนไม่มีปัญหาเลย
เมื่อถามว่า หาก น.ส.ภัทราภรณ์ ได้เป็นประธานสภา กทม. โครงการและการดำเนินงานต่างๆ จะราบรื่นและดีกว่าสำหรับคนกรุงเทพฯ อย่างไรบ้าง น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการที่เรามีเพื่อน สก. เพิ่มเป็น 22 เสียง จะทำให้การทำงานง่ายขึ้นอย่างแน่นอน แต่ในวาระเมืองปกติก็จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ในหลายเรื่อง สุดท้ายเราต้องเอาพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง
เมื่อถามว่า มองว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการรวมตัวของ สก. เพื่อสกัดขาพรรคประชาชน น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้หากเราย้อนดูการทำงานของสภา กทม. ที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น และได้แต่คาดหวังว่าเมื่อเราเสนอวาระเมืองของเราไปแล้ว หาก 28 เสียงที่เหลือหรือจะกี่เสียงก็ตามหากมีวาระอย่างไรก็ควรที่จะเสนอมาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เราคาดหวังว่าเราจะได้ สก. เกินครึ่ง เพื่อที่จะผลักดันวาระที่เราต้องการทำให้ง่ายขึ้น แต่เมื่อผลออกมาเป็น 22 ตนก็ยังถือว่าเป็นความสำเร็จและหากดูในภาพรวมกันจริงๆ สก. ของพรรคประชาชนก็เป็นหน้าใหม่กันมากๆ หากดูเป็นในเชิงลึกลงไปอีกก็จะเห็นว่ากลุ่มหรือพรรคอื่น ไม่มีหน้าใหม่เลยจึงคิดว่านี่เป็นความสำเร็จที่น่าตื่นเต้นมากๆ สำหรับสนามท้องถิ่นของพรรคประชาชนในครั้งนี้.



