นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน (Morning brief) ว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนมาตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีฝนตกในหลายพื้นที่แต่ปริมาณฝนในภาพรวมพบว่ายังมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ และในช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.569 อาจมีสภาวะฝนทิ้งช่วงที่ส่งผลให้มีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยอาจมีผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง 2570  ภาพรวมของประเทศ ประกอบกับข้อมูลสถานการณ์การเพาะปลูกของพืชผลทางการเกษตรนอกเขตชลประทานแต่ละภูมิภาคอยู่ในระยะการเจริญเติบโตเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ พื้นที่ภาคกลาง ข้าวอยู่ในระยะต้นกล้าและแตกกอ อ้อยอยู่ในระยะแตกกอ-ยืดปล้อง มันสำปะหลังอยู่ในระยะพัฒนาทรงพุ่มและสะสมแป้ง

ภาคเหนือ ข้าวนาปีอยู่ระหว่างเตรียมดิน เพาะต้นกล้า ข้าวโพดอยู่ในระยะเริ่มปลูก-ติดฝัก ภาคตะวันออก ข้าวอยู่ในระยะเตรียมไถแปลง-ต้นกล้า มันสำปะหลังอยู่ในระยะพัฒนาทรงพุ่มและสะสมอาหาร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวนาปีอยู่ในระยะหว่าน/ระยะกล้า อ้อยอยู่ในระยะยืดปล้อง และภาคใต้ ข้าวอยู่ในระยะต้นกล้า-แตกกอ มันสำปะหลัง อยู่ในระยะพัฒนาราก-เติบโต ซึ่งมีความต้องการน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก รวมถึงพื้นที่เขื่อน/อ่างเก็บน้ำหลายแห่งที่มีความต้องการน้ำต้นทุน เนื่องจากมีปริมาณน้ำใช้การต่ำกว่า 30% จึงได้สั่งการให้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มเติม จำนวน 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.นครสวรรค์ ช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าวนอกเขตชลประทานบริเวณ อ.ท่าตะโก อ.ไพศาลี และ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ และพื้นที่การเกษตรโซนตะวันตกและตะวันออกของจังหวัด ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.บุรีรัมย์ และ จ.อุบลราชธานี ช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าวของ จ.ศรีสะเกษตร บริเวณ อ.วังหิน  อ.ปรางกู่ อ.ไพรบึง อ.พยุห์ และ อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด รวมถึงบริเวณพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงวางแผนปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำก่อนที่จะเกิดผลกระทบและสร้างความเสียหายให้แก่พี่น้องเกษตรกร และการใช้น้ำ โดยจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ความต้องการน้ำของพืชแต่ละชนิด สภาพอากาศ เพื่อปฏิบัติการให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด โดยกรมฝนหลวงฯ มีความพร้อมทั้งบุคลากร อากาศยาน เครื่องมืออุปกรณ์ และพร้อมปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในทุกพื้นที่เสมอ สำหรับปัจจุบันกรมฝนหลวงฯ มีการตั้งหน่วยปฏิบัติการ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ตาก จ.นครราชสีมา จ.สระแก้ว จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ขอนแก่น ซึ่งผลปฏิบัติการเมื่อวานนี้ (29 มิ.ย. 2569) ทำให้มีฝนตกบริเวณ บริเวณพื้นที่การเกษตรของ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ขอนแก่น หนองบัวลำภู อุดรธานี ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ เขื่อนคลองสียัด และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง-ขนาดเล็ก จำนวน 13 อ่าง

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรและพี่น้องประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ที่ช่องทางเพจ Facebook Instagram และ TikTok และขอรับบริการฝนหลวงได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่งทั่วประเทศ