เมื่อวันที่ 3 ก.ค.69 ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมืออย่างเป็นทางการ เพื่อบูรณาการดำเนินงานด้านการแก้ไขความเดือดร้อน การเสริมสร้างความเป็นธรรม และการสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงสิทธิและบริการของรัฐ เนื่องจากปัญหาในปัจจุบันมีความเดือดร้อนที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงบริการสาธารณะ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต

นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงว่า หน้าที่หลักของ สผผ. คือการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ทั้งจากการรับเรื่องร้องเรียนและการหยิบยกปัญหาขึ้นมาดำเนินการ ปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในระบบจำนวน 5,000 เรื่อง ส่วนเรื่องที่ สผผ. หยิบยกขึ้นมาดำเนินการมีจำนวนมากขึ้น โดยมีทีมเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่เมื่อเกิดปัญหา เพื่อแก้ไขปัญหาที่รากฐาน โครงสร้าง และระบบ เนื่องจากมีเรื่องร้องเรียนซ้ำๆ เข้ามาเป็นจำนวนมาก ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนปัญหาเชิงระบบจำนวน 41 เรื่อง นอกจากนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ เช่น การจัดการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่ง สผผ. มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐว่าจัดบริการสาธารณะหรือทำหน้าที่ครบถ้วนหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจำนวน 45 เรื่อง โดยหลายเรื่องเป็นการดำเนินงานร่วมกับ สสส. มาตั้งแต่ปี 2565 เช่น เรื่องความปลอดภัยบนถนน ทางม้าลาย จากกรณีหมอกระต่ายถูกชนระหว่างข้ามทางม้าลาย นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายกฎระเบียบให้มีความคล่องตัวและมีผลบังคับใช้ รวมถึงการดูแลผู้สูงวัย รถรับส่งนักเรียน ประชาชนกลุ่มเปราะบางและคนไร้บ้าน

ด้าน นายแพทย์สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการ สสส. กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาหรือการให้ความคุ้มครองประชาชนในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มีหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานและมีกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งมีความซับซ้อนในการบังคับใช้กฎหมายและการบูรณาการปฏิบัติในพื้นที่ โดยยกตัวอย่างกรณีอุบัติเหตุพระสงฆ์ที่จังหวัดมุกดาหารโดนรถชน 8 รูป และกรณีเหยื่อเมาแล้วขับ ซึ่งประเทศไทยมีสถิติการเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งในทวีปเอเชีย
ในการแก้ไขกฎหมายจราจรเรื่องการเมาแล้วขับ กฎหมายหลักกำหนดมาตั้งแต่ปี 2522 แต่ต้องใช้เวลาถึง 14 ปี ในการกำหนดกฎหมายลูกเรื่องปริมาณแอลกอฮอล์ที่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และใช้เวลาอีก 4 ปี กว่าจะมีเครื่องเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ จนกระทั่งเกิดกรณีเมาหลังชนขึ้นในท้องที่ สน.ทองหล่อ จึงมีการแก้ไขกฎหมายให้หากไม่ยอมเป่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเมา รวมแล้วใช้เวลาถึง 20 ปี ในการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งเป็นความสลับซับซ้อนและล่าช้าของระบบ โดย สสส. ทำงานโดยยึดหลักเบญจภาคี คือ 1. วิชาการ (ยกร่างกฎหมาย ล่าสุดคือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่อยู่ระหว่างรอประกาศใช้) 2. ส่วนราชการ 3. ภาคเอกชน 4. ท้องถิ่น และ 5. ภาคประชาสังคม
นายทรงศัก ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมภายหลังการลงนามและร่วมรับฟังการเสวนาหัวข้อ “สร้างสังคมแห่งโอกาส : ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน” ถึงมาตรการสำคัญที่ได้เสนอไปเพื่อปรับโครงสร้างความปลอดภัย โดยมีข้อเสนอร่วมกันระหว่าง สสส. สผผ. และภาคีเครือข่าย ได้แก่ มาตรการควบคุมความเร็วบังคับใช้ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตชุมชน และในส่วนกรุงเทพมหานครให้ลดความเร็วลงจากเดิม 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือ 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมผลักดันให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมประสานงานสม่ำเสมอทุก 2-3 เดือน

สำหรับมาตรการเยียวยาชดเชยและการบังคับคดี ผลักดันให้กองทุนที่มีอยู่สามารถนำมาใช้เยียวยาผู้ประสบเหตุได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากบางรายผ่านไปหลายปีก็ยังไม่ได้รับการชดเชย พร้อมทั้งจะพยายามผลักดันการทบทวนประสิทธิภาพการบังคับคดี ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วแต่ผู้กระทำผิดหลีกเลี่ยงหรือไม่ยอมชดใช้เยียวยาและหลบหนีไป
โดยมีแนวทางการดูแลกลุ่มเปราะบางและคนไร้บ้าน สผผ. มีคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะเสนอไปที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และกรุงเทพมหานครแล้ว โดยเสนอแนวทางการบริการและที่อยู่อาศัยรวม 3 ระยะ ประกอบด้วยระยะที่ 1 จุดบริการประจำวันสำหรับคนไร้บ้าน จำนวน 6 จุด ทั่วกรุงเทพมหานครระยะที่ 2 การอยู่อาศัยชั่วคราว 30 วัน ภายใต้โครงการ “บ้านอิ่มใจ” ซึ่งอยู่ระหว่างเริ่มดำเนินการ ระยะที่ 3: การจัดหาที่พักอาศัยระยะยาวสำหรับคนไร้บ้านที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพื่อรองรับและสร้างรายได้
นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวเสริมว่า สสส. ทำหน้าที่เปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นที่จะไปขับเคลื่อนกลไกต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมให้ทำงานร่วมกัน ส่วน สผผ. จะเป็นผู้ขันน็อตให้กลไกต่างๆ มีประสิทธิภาพและแน่นหนาขึ้น เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสให้ประชาชนที่ขาดโอกาสได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในการเอาผิดผู้กระทำความผิดทางจราจรโดยประมาทให้มีการลงโทษที่ชัดเจนและลงโทษจริง เพื่อให้ผู้กระทำผิดชดใช้ชดเชยและไม่กล้ากระทำความผิด ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้



