สำหรับคนไทยทั้ง 3 เมนูอาจเป็นอาหารที่พบเจอได้ทั่วไป แต่สำหรับชาวต่างชาติแล้ว เมนูของว่างเหล่านี้กลับยังเป็นของแปลกใหม่ที่อาจจะไม่คุ้นเคย ซึ่งครั้งนี้ เชฟตุ๊กตา-สุพัตรา สารสิทธิ์ แห่งร้านบ้านยี่สาร เชฟกระทะเหล็กจากแม่กลอง ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยโบราณและอาหารพื้นบ้านหาทานยาก ซึ่งยังคงวิธีการปรุงแบบไทยดั้งเดิมและเน้นการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น มาทำหน้าที่ในการรังสรรค์เมนูสาธิตที่นำเสนอภายในงาน
เหตุผลที่เชฟตุ๊กตาเลือกเมนูทั้งข้าวเกรียบปากหม้อ สาคูไส้กุ้ง ของว่างไทยโบราณ และขนมถั่วแปบ ขนมไทยโบราณที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวไทยมาอย่างยาวนาน เพราะทั้ง 3 เมนูเป็นเมนูอาหารไทยที่นำเสนอรสชาติความเป็นไทยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ผ่านวัตถุดิบพื้นที่ฐานที่โชว์เอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่มีสรรพคุณทางยา เช่น รากผักชี กระเทียม พริกไทย สะท้อนถึงเสน่ห์ของวัตถุดิบไทยและกรรมวิธีการปรุงอาหารที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน


ไม่ใช่เพียงแค่เมนูสาธิตที่ทำให้ชาวมาเลเซียได้รู้จักกับอาหารไทยเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ภายในงานยังมีร้านอาหารไทยในมาเลเซียมาร่วมออกบูทจำหน่ายอาหารไทยด้วย หนึ่งในนั้นคือ ครัวช้างไทย ร้านอาหารไทยอีสาน ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านที่คนมาเลเซียชื่นชอบ ไม่ใช่เพียงแค่รสชาติที่ไม่ต่างจากที่รับประทานในเมืองไทย แต่ยังเป็นเพราะเครื่องปรุงแบบครบเครื่อง เพราะนำเข้าจากเมืองไทยแบบยกล็อตทั้งของสดของแห้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่มักจะมีคนมาเลเซียมาเหมาร้านเพื่อจัดงานฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษอยู่เสมอ
นอกจากนี้ยังมีร้านอื่น ๆ ที่จัดเต็มอาหารไทยแบบแท้ ๆ ไม่แพ้กัน ทั้งผัดไทยกุ้งสด และขนมหวานไทยที่มาครบทั้งขนมต้ม ถั่วแปบ ขนมกล้วย ขนมมัน ขนมถ้วย ตะโก้ รวมถึงลูกชุบเป็ดเหลืองที่ชวนให้ลิ้มลอง ขณะที่อีกด้านคือสินค้าไทยที่เป็นอาหารแปรรูปที่ได้มาตรฐานฮาลาลซึ่งพร้อมเพรียงกันเข้าร่วม ทั้งโก๋แก่ เถ้าแก่น้อย บีทาเก้น รวมทั้งตู้กดน้ำขวัญใจคนไทยอย่างเต่าบินด้วย


กระแสการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) เป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก การนำเสนอจุดเด่นของประเทศไทยในเรื่องวัฒนธรรมอาหารของไทย และการเชื่อมโยงระหว่างด้านวัตถุดิบ กับวิถีชีวิตของคนไทย ทำให้สะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย จึงเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวมาเลเซียออกเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์อาหารไทยด้วยตนเองในประเทศไทย
นอกจากเรื่องอาหารแล้วยังมีการแสดงนาฎศิลป์ไทย และโชว์สุดพิเศษจากตัวแทน T-Pop ของประเทศไทย เติร์ด ลภัส งามเชวง ที่มาร่วมงานแบบจัดเต็มทั้ง 3 วันของการจัดงาน ซึ่งไม่ได้เพียงแค่มาพบปะกับแฟนคลับ และร้องเพลงเท่านั้น แต่ยังร่วมกิจกรรมสาธิตเมนูอาหารไทยด้วย และเมนูที่เติร์ดสาธิตให้ชมก็คือตะโก้ เหตุผลที่ ททท. ชวนเติร์ดให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) เพราะฐานแฟนคลับหลักล้านที่มีอยู่ในมาเลเซีย ซึ่งยืนยันได้ด้วยเสียงร้องเพลงภาษาไทยที่ร้องคลอตามของเหล่าแฟนคลับ
ไม่เพียงเท่านั้นภายในงานยังมีบูทกิจกรรม เช่น บูท AI Photo Booth , Photo Display และนวดแผนไทย เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้ชาวมาเลเซียได้สัมผัสศักยภาพของประเทศไทยในหลากหลายมิติ
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการต่อยอดศักยภาพของตลาดมาเลเซีย โดยใช้จุดแข็งด้าน Soft Power ของไทย นอกเหนือจากการนำเสนอ “ผ้าไทย” ในตลาดยุโรปแล้ว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเสนอ “อาหารไทย” ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับโลกสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม


“การจัดงาน Amazing Thailand Fest 2026 ภายใต้แนวคิด “The Wholesome Taste of Thai” มุ่งนำเสนอมากกว่ารสชาติอาหาร แต่เป็นการถ่ายทอดคุณค่า อัตลักษณ์วัฒนธรรม และเรื่องราวของวัตถุดิบจากทุกภูมิภาคของไทย ควบคู่กับการเชื่อมโยงไปสู่การท่องเที่ยว เชิงประสบการณ์ ทั้งการท่องเที่ยวชุมชน วัฒนธรรม และเส้นทางอาหารท่องถิ่น เพื่อกระจายรายได้และสร้างความยั่งยืน เชื่อมั่นว่าประสบการณ์ผ่านอาหารไทยจะช่วยจุดประกาย ให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเกิดแรงบันดาลใจในการเดินทางเชิงลึก อันนำไปสู่การเปลี่ยน Soft Power ให้เป็น Travel Power และต่อยอดไปสู่ Economic Power ในระยะยาว”
นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียให้ความสำคัญกับการเดินทางที่มอบประสบการณ์มากกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ รีสอร์ตระดับลักชัวรี คาเฟ่ (Café Hopping) การเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนกิจกรรมแนว Soft Adventure เช่น ล่องเรือ ขับรถ ATV และเล่นเซิร์ฟบอร์ด ขณะเดียวกันกระแสการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว (Self-drive) เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ได้แก่ หาดใหญ่(สงขลา) เบตง(ยะลา) สตูล พัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ พังงา และภูเก็ต
นอกจากนี้ยังพบว่านักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเริ่มมองหาจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ และเมืองน่าเที่ยวที่มอบประสบการณ์ท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในการกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ
การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นการเดินทางของตลาดมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย จากสถิติตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียติดอันดับ 2 ของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุดรองจากสาธารณรัฐประชาชนจีน


ในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 มิถุนายน 2569 นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้วจำนวน 2,000,211 คน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตนเอง (FIT) กว่าร้อยละ 90 และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยกว่า 21,000 บาทต่อคนต่อทริป สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการพักผ่อน ทั้งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ (Weekend Destination) และวันหยุดยาวของชาวมาเลเซีย ด้วยความสะดวกในการเดินทางทั้งเที่ยวบินตรงจากหลายเมือง สายการบินต้นทุนต่ำ การเดินทางผ่านด่านชายแดนทั้ง 9 แห่งที่ช่วยให้การเดินทางเชื่อมโยงกันได้อย่างสะดวก และเส้นทางรถไฟขบวนพิเศษ เส้นทางกัวลาลัมเปอร์ – ชุมทางหาดใหญ่
ประกอบกับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ One Stop Destination ที่ตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวชอปปิง อาหาร และวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม ทั้งชุมชนมุสลิมขนาดใหญ่และมัสยิดที่สามารถประกอบศาสนกิจได้อย่างสะดวก รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความสะอาด คุณภาพการบริการ และการสื่อสารที่เอื้อต่อการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน ซึ่งตรงกับช่วงปิดภาคเรียนของมาเลเซีย ส่งผลให้ความต้องการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
งาน Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Amazing Thailand Food Festival (World Tour)” ที่จัดขึ้นเพื่อนำเสนอเสน่ห์อาหารไทยควบคู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวไทย และขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก โดยจัดมาแล้วหลายประทศทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า KaDeWe กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, เมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น, ห้างสรรพสินค้า de Bijenkorf กรุงอัมสเตอร์ดัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ และห้างสรรพสินค้า Central i-City สหพันธรัฐมาเลเซีย ถือเป็นแห่งสุดท้ายสำหรับปีนี้



