เมื่อวันที่ 4 ก.ค.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (IPSR) จัดงานประชุมวิชาการระดับชาติ “ประชากรและสังคม 2569” ครบรอบ 20 ปี ภายใต้แนวคิด “Decode Tomorrow: ถอดรหัสประชากร ร่วมสร้างอนาคตสังคมอย่างยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน–1 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และผลักดันงานวิจัยสู่การกำหนดนโยบายรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศไทย
“Decode Tomorrow: ถอดรหัสประชากร ร่วมสร้างอนาคตสังคมอย่างยั่งยืน” ชวนสังคมไทยมองให้ไกลกว่าตัวเลขประชากร เพราะเมื่อคนเกิดน้อยลง คนอายุยืนยาวขึ้น ความท้าทายสำคัญคือการสร้างคุณภาพประชากร ออกแบบนโยบาย และสร้างสังคมที่คนทุกช่วงวัยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ซึ่งเวทีเสวนา “มองอนาคตประเทศไทย ในวันที่ประชากรลดลง: สุขภาพ สังคม และการอยู่ร่วมกันของคนต่างวัย” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) คุณประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งเพจมนุษย์ต่างวัย และรองศาสตราจารย์ ดร.ศุทธิดา ชวนวัน สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และดร.ณปภัช สัจนวกุล คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP) ผู้นำการอภิปราย สะท้อนตรงกันว่า ประเทศไทยไม่ได้กำลังเผชิญเพียง “สังคมสูงวัย” แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค “ประชากรหดตัว” จากอัตราเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ และจำนวนประชากรไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนประมาณ 21% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่อัตราเกิดยังอยู่ในระดับต่ำมาก และอัตราเพิ่มประชากรติดลบ จึงสะท้อนว่าประเทศไทยอาจไม่สามารถกลับไปมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเช่นในอดีตได้อีก
นักวิชาการชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลต่อทุกมิติ ทั้งระบบสุขภาพ เศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน ระบบการศึกษา และโครงสร้างครอบครัว โดยเฉพาะภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการบริการดูแลระยะยาวและการฟื้นฟูสุขภาพของผู้สูงอายุจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องปรับระบบสุขภาพจากการ “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่การ “ป้องกัน ดูแลต่อเนื่อง และส่งเสริมคุณภาพชีวิต”
ด้านเศรษฐกิจ มีการประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงประมาณ 5.1% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน พัฒนาคุณภาพประชากร และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถทำงานได้ยาวนานขึ้นผ่านรูปแบบการเกษียณที่ยืดหยุ่น รวมถึงการพัฒนาระบบเศรษฐกิจสำหรับสังคมสูงวัย (Silver Economy)
อีกประเด็นสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวและการอยู่ร่วมกันของคนหลายช่วงวัยในสังคมและสถานที่ทำงาน ซึ่งอาจมีคนทำงานร่วมกันถึง 5 เจเนอเรชัน นักวิชาการเสนอว่า ประเทศไทยต้องลดอคติระหว่างวัย (ageism) สร้างวัฒนธรรมที่เห็นคุณค่าของคนทุกช่วงวัย และออกแบบรูปแบบการทำงานที่ใช้ศักยภาพของแต่ละวัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในระดับนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ดำเนินมาตรการควบคู่กัน ทั้งการสนับสนุนผู้ที่ต้องการมีบุตร การยกระดับคุณภาพประชากรตั้งแต่ก่อนเกิด การลงทุนด้านสุขภาพเชิงป้องกัน การพัฒนาทักษะตลอดช่วงชีวิต และการสร้างระบบการจ้างงานที่รองรับสังคมอายุยืน
นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด Aging in Place การสูงวัยในถิ่นที่อยู่ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพ ผ่านแนวทาง 4S ได้แก่ Safe Home บ้านปลอดภัย Strong Community ชุมชนเข้มแข็ง Smart Health ระบบสุขภาพที่เชื่อมโยงข้อมูลและเทคโนโลยี และ Social Connection การสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในสังคม
เวทีประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการนำองค์ความรู้และงานวิจัยไปใช้กำหนดนโยบาย ออกแบบระบบสุขภาพ ระบบเศรษฐกิจ และสังคมที่รองรับคนทุกวัย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านความท้าทายของยุคประชากรหดตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน



