วันที่ 5 ก.ค. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเสนอโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า สัปดาห์หน้าจะมีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชั้นอนุกรรมการฯ อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร เพื่อหารือรูปแบบกำหนดรายละเอียดจาก 7 กลุ่มเป้าหมาย ที่จะเข้าร่วม ประกอบด้วย รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชั่น, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊ก, รถโดยสารประจำทาง, รถโดยสารไม่ประจำทาง, รถรับจ้างรับส่งนักเรียน และรถบรรทุกสินค้า เป้าหมายทั้งสิ้น 80,000 คัน
จากนั้นจะนำเสนอแผนแก่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ภายในกลางเดือน ก.ค.นี้ ก่อนนำเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
นายสิริพงศ์ ย้ำว่า โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานดังกล่าวของกระทรวงคมนาคม มุ่งเน้นเพื่อกลุ่มรถสาธารณะ ไม่ใช่มุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการ เนื่องจากกระทรวงฯ ไม่ต้องการให้ผลกระทบราคาพลังงานน้ำมัน กระทบกับค่าครองชีพประชาชน
ส่วนคำวินิจฉัยศาลธรรมนูญ ต่อการใช้เงิน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เชื่อว่า ผลจะไม่ออกมาเป็นลบ เพราะรัฐบาลมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนตามสถานการณ์ เนื่องจากไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ สงบลงและกลับสู่สถานการณ์ปกติเมื่อไหร่ ฉะนั้นมาตรการดังกล่าวเป็นแผนที่เตรียมรับมือวิกฤติซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ โครงการในข้างต้นที่จะของบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน นั้น กระทรวงคมนาคม เตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือค่าน้ำมัน สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะและรับจ้าง (DLT พร้อมซัพพอร์ต) วงเงินประมาณ 2-3 พันล้านบาท ในการช่วยเหลือตรึงราคาค่าโดยสารกับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในมาตรการที่ออกในเฟส 2 ส่วนมาตรการอื่นๆ กำลังพิจารณาอยู่
แต่โครงการ DLT พร้อมซัพพอร์ตนี้จะต้องพิจารณาจากภาวะราคาน้ำมันด้วย เนื่องจากราคาน้ำมันและค่าโดยสารปัจจุบันอยู่ในภาวะลอยตัว ฉะนั้นหากราคาน้ำมันปรับขึ้นก็อาจจะใช้มาตรการดังกล่าว แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ตะบี้ตะบันออกมาตรการนี้



