โลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและความคิดเห็นที่หลากหลาย การสร้างพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และรับฟังกันและกันมีความสำคัญ ที่ผ่านมาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) เปิดพื้นที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ชวนสำรวจเรื่องราวของสยามผ่านสายตาและบันทึกของผู้มาเยือนจากต่างแดน ชวนตั้งคำถามต่อการรับรู้ตัวตนของสังคมไทยท่ามกลางโลกที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรมและความรู้เข้าหากันมากขึ้น ผ่านนิทรรศการ “สนทนาสยามร่วมสมัย ตอน คนแปลกหน้า (Thai Dialogue: Foreign Quote)” ทำความเข้าใจประเด็นต่างๆ ผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน

“คนแปลกหน้า” ตอนเริ่มต้นของ“สนทนาสยามร่วมสมัย” ครั้งนี้นำเสนอเรื่องราวการพบปะระหว่างกัน “สยามกับผู้คนจากต่างแดน” ตั้งแต่นักเดินทาง พ่อค้า มิชชันนารี นักสำรวจ นักการทูต ไปจนถึงนักวิชาการผู้บันทึกเรื่องราวของบ้านเมืองและผู้คนในสยาม ผ่านเอกสาร บันทึก ภาพ และวัตถุจัดแสดงจากหลายหน่วยงานความร่วมมือ ได้แก่ สำนักพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)  หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร และ มิวเซียมภูเก็ต โดยร่วมสะท้อนการมองจากสายตาคนอื่นซึ่งมีส่วนสำคัญต่อความเข้าใจโลกและความเข้าใจตนเองในแต่ละยุคสมัย

ชนน์ชนก พลสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายนิทรรศการและกิจกรรมมิวเซียมสยาม และ ทวีศักดิ์ วรฤทธิ์เรืองอุไร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนิทรรศการและกิจกรรมมิวเซียมสยาม ภัณฑารักษ์นิทรรศการฯ เล่าถึงการเปิดพื้นที่เรียนรู้ ชวนมองสยามร่วมสมัยผ่านการจัดแสดงครั้งนี้ว่า นิทรรศการครั้งนี้จากที่กล่าวเป็นการพูดถึงคนแปลกหน้า “สยามหรือประเทศไทยไม่ได้อยู่คนเดียว เติบโตขึ้นโดยผ่านการคุยกับคนแปลกหน้า และคนแปลกหน้าที่เข้ามาไม่ได้มาเพื่อจดบันทึกอย่างเดียว แต่นำสายตาแบบใหม่ๆ มาด้วย หากจะพูดเป็นรูปธรรมมากขึ้น อย่างเช่น สมัยกรุงศรีอยุธยา ฝรั่งที่เดินทางเข้ามาที่อยุธยา

เมื่อมาเห็นทุเรียน มะพร้าว ยุง เห็นพฤติกรรมของชาวสยาม อย่างการอาบน้ำ ทำไมอาบบ่อย? หรือการกินอาหาร  กินข้าวกับอะไร หรือทำไมสยามฟันดำ? ก็จะจดบันทึกไว้ ทางหนึ่งเป็นข้อดีให้กับเรา ที่ทำให้เห็นถึงเรื่องราวของยุคสมัย ในขณะเดียวกันการเข้ามาของฝรั่ง(คนแปลกหน้า) ก็นำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาเช่นกัน”

การเปิดพื้นที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในมิตินี้ การจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ อธิบายประวัติศาสตร์ด้วยการใช้หลักฐานที่มากกว่าหลักฐานทางวัฒนธรรม เป็นหลักฐานที่อาจเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับผลงานศิลปะหรือนำหลักฐานอื่นๆมาเชื่อมโยงเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น  ที่ผ่านมานิทรรศการที่มีการบูรณาการข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ฯต่างๆร่วมกันยังมีไม่มาก โดยหากจะจัดทำนิทรรศการที่ว่าด้วยบทสนทนาเช่นนี้จึงควรมีหลายพิพิธภัณฑ์มาร่วมกันสนทนา ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือร่วมกัน 4 พิพิธภัณฑ์ โดยมิวเซียมสยามอาจเริ่มจากโจทย์ทางประวัติศาสตร์ที่คัดเลือกมา เป็นเรื่องหนึ่ง ที่ถูกบันไว้ นำมาชวนภัณฑารักษ์จากกพิพิธภัณฑ์ต่างๆสนทนา ชวนตอบแง่มุมเหล่านี้ด้วยกัน

อย่างเช่นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อาจขยายความถ้อยคำลาลูแบร์ในแบบหนึ่ง แต่หากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์คุยกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็จะมีส่วนขยายความบันทึกของลาลูแบร์ได้มากขึ้นดังเช่นเรื่อง “ยุง” ที่จัดแสดง ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น จากเดิมอาจเห็นแค่ถ้อยคำบันทึก แต่การจัดแสดงครั้งนี้มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาช่วยเติมเต็ม มีภาพปรากฏชัดขึ้น เห็นประวัติศาสตร์ไทยที่อธิบายด้วยหลักฐานอื่นๆ ที่นอกจากหลักฐานทางวัฒนธรรม การนำหลักฐานหลายอย่างมาปะติดปะต่อกัน อธิบายเพิ่มเติม ทำให้ประวัติศาสตร์ชัดเจนขึ้น

“ครั้งนี้จึงเกิดเป็นความร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ต่างๆ อย่างเช่น องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ โดยสำนักพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา โดยสิ่งที่บรรดาคนต่างชาติบันทึกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นธรรมชาติวิทยาของสังคมสยามในอดีต ครั้งนี้จึงชวนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยามาสนทนา ชวนศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ ระบบนิเวศต่างๆ”

จากเส้นเรื่องการจัดแสดงยังร้อยเรียงเล่าถึงคนแปลกหน้าที่สร้างปรากฏการณ์ สร้างความเป็นไทยให้กับสังคมสยาม ส่วนนี้ชวน หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญคือศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่เดินทางมาสยาม การสนทนาร่วมกันอาจมีความกังวลว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะจะมีภาษาพิเศษ ที่เข้าถึงยาก ในครั้งนี้ที่สนทนาร่วมกับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ภาพจิตรกรรมที่จัดแสดงจะร่วมเป็นหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ บอกเล่ายุคสมัย อีกทั้งยังชวน มิวเซียมภูเก็ตร่วมสนทนา ฯลฯ

“พิพิธภัณฑ์ที่เข้าร่วมสนทนาส่วนต่างๆ มีคุณค่ามาก ทำให้เห็นประวัติศาสตร์ที่คมชัดขึ้น เห็นมิติต่างๆรอบด้าน แต่แม้การจดบันทึกของต่างชาติจะมีประโยชน์ก็จะต้องกลั่นกรอง และนอกจากความร่วมมือร่วมกันระหว่างพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการฯหมุนเวียนครั้งนี้ยังเชื่อมการแสดงต่อกับนิทรรศการหลัก นิทรรศการถาวร ถอดรหัสไทย ที่ก็พูดถึงความเป็นไทย”

นำมาแทรกอยู่ อย่างเช่น ห้องไทยอลังการ นำเรื่อง ปลาอานนท์ ซึ่งเป็นไฮไลท์มาเล่าเรื่อง จัดแสดงขึ้นในพื้นที่นี้ เพิ่มเป็นส่วนต่อขยาย เติมเส้นเรื่องใหม่ร่วมอธิบายนิทรรศการเดิมเพิ่มความเข้มข้น ชวนติดตามยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับ ห้องไทยชิม ส่วนนี้เพิ่มเติมด้วยเทคนิคการตั้งคำถาม คำพูดของคนแปลกหน้า ชวนเรียนรู้  ชวนค้นหาคำตอบ

“การศึกษาอดีตทำให้มีบทสนทนาที่ลึกขึ้น จากที่กล่าวการศึกษาหลักฐานที่หลากหลายขึ้นทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น อย่างบันทึกหนึ่งในเรื่องของอาหารของต่างชาติ ด้านหนึ่งก็ทำให้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสยาม เห็นถึงความพิถีพิถันในการปรุงอาหาร ต่อมาในปัจจุบันก็มีความเข้าใจมากขึ้น เข้าใจผ่านการบันทึก”

สนทนาสยามร่วมสมัย ในช่วงนิทรรศการฯ เพื่อเพิ่มความเข้าใจ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองจึงมีกิจกรรมเสวนา เวิร์กช็อป  การเรียนรู้นอกสถานที่ รวมถึงกิจกรรมเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และอาหาร อาทิ TALKS & TASTE “แกงชูชู” จากบันทึก โดยเชิญเชฟมาทำอาหาร อีกโอกาสที่ทำให้เห็นเรื่องราวของชาวสยามผ่านสายตาคนอื่น  ทั้งนี้การบันทึกต่างๆ บันทึกขึ้นตามการเชื่อมโยงจากสิ่งที่ได้รับรู้  ครั้งนี้จึงเป็นการทบทวน ได้สำรวจ ได้เห็นอีกแง่มุมมอง นอกจากมิติด้านอาหารยังมีการสนทนาหลายประเด็น อาทิ “เมื่อชาวสยามรู้ว่าโลกกลม”  โดยการเข้าชมนิทรรศการฯ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน มิวเซียมสยาม  

นอกจากนี้ยังชวน เก็บตราประทับ ตามหาตราพิเศษที่ซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่างๆ เป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยสร้างเสริมการเรียนรู้ ชวนอ่านเก็บรายละเอียดทำความเข้าใจกับประเด็นต่างๆ ทั้งยังเป็นของระลึก เป็นทึกสนทนาสยามร่วมสมัย

                                                                                                            พงษ์พรรณ  บุญเลิศ