ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับภาคีเครือข่าย 5 หน่วยงาน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ” ณ ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นที่ 1,331 ไร่ ตามแนวพระราชดำริ “ป่าเปียก” มุ่งยกระดับการบริหารจัดการน้ำ ป้องกันไฟป่า เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และเสริมศักยภาพการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ร่วมออกแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าผ่านโครงการ “ประกวดออกแบบป่าชุมชนหลากสี” สร้างต้นแบบการพัฒนาป่าชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับ กรมป่าไม้ มูลนิธิป่าชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) ภายใต้โครงการ “Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ” เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติระยะเวลา 15 ปี (พ.ศ. 2568-2582) ซึ่งได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “ป่าเปียก” ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประยุกต์ใช้ฟื้นฟูระบบนิเวศบนพื้นที่ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือจำนวน 3 แปลง รวมพื้นที่ 1,331 ไร่ โดยผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเก็บในถังจำนวน 10 ถัง รวมความจุ 20,000 ลิตร บนพื้นที่ยอดเขาเพื่อกระจายน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่า ช่วยสร้างแนวป้องกันไฟป่าแบบเปียก รวมทั้งการสร้างฝายชะลอน้ำจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพิ่มความชุ่มชื้นและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาไฟป่าในระยะยาว

“ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่มีความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 15 ป่าชุมชนต้นแบบของประเทศ ธนาคารกรุงเทพเล็งเห็นถึงศักยภาพในการต่อยอดพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นป่าชุมชนต้นแบบของการพัฒนาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการป่าแห่งนี้จะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) พร้อมทั้งสร้างกลไกการขายคาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อเป็นทุนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน” นายกอบศักดิ์กล่าว

นายกอบศักดิ์ อธิบายว่า โครงการนี้ มีหลายหน่วยงานเข้าร่วมไม่ว่าจะเป็น สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือสสน. โดยดร.รอยล จิตรดอน ที่ปรึกษาสสน. มาช่วยเรื่อง การสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีขึ้นสู่ยอดเขา ซึ่งปกติบนภูเขาหน้าแล้งจะแห้งแล้งโดยจะสูบน้ำขึ้นไปแล้วปล่อยให้ไหลลงมาตามเส้นทาง กลายเป็นลำธารและน้ำตกเทียมเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้และป่าที่ปลูกใหม่ นอกจากนี้ยังมี สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)มาทำ ‘โป่งผีเสื้อเทียม’ เพื่อดึงดูดผีเสื้อให้มาอยู่ร่วมกับดอกไม้และสวนป่าไผ่” “และได้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) มาร่วมทำงานกับชาวบ้านเพื่อให้ชุมชนเป็นคนลงมือสร้างตามแบบพิมพ์เขียว ที่ได้จากการประกวด

“ปัญหาภูมิอากาศส่งผลชัดเจน เช่น กรณี แม่แจ่ม ที่ป่าต้นน้ำกลายเป็นเขาหัวโล้น มีการเผาและ PM 2.5 หรือกรณีดินโคลนถล่มที่เชียงรายซึ่งเกิดจากโครงสร้างรากไม้ไม่เพียงพอจะซับน้ำเมื่อฝนตกหนักโครงการนี้จึงตั้งใจเป็น แรงบันดาลใจ ในการทำป่าชุมชนทั่วไทย กรมป่าไม้ตั้งเป้าจะทำป่าชุมชนเกือบ 20,000 แห่ง พื้นที่รวมเกือบ 30 ล้านไร่ ที่พร้อมให้ประชาชนดูแลเอง โครงการเราจะเป็นต้นแบบว่าป่าชุมชนที่สร้างรายได้และมีรูปธรรมจริง ๆ ต้องทำอย่างไร ใน 3-5 ปีข้างหน้า เมื่อเราได้ พิมพ์เขียวแล้ว พี่น้องชุมชนจะบริหารจัดการเอง โดยธนาคารช่วยเรื่องงบประมาณและคาร์บอนเครดิต เราจะเปลี่ยนจากการที่นักท่องเที่ยวแค่ปั้นกระสุนยิงหนังสติ๊กปลูกป่าอยู่ข้างล่าง มาเป็นการเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขาได้จริง มีจุดชมวิว มีรายได้เข้าชุมชน เขาแห่งนี้จะเปลี่ยนไปและกลายเป็น ‘เขาหลากสี’ ต้นแบบของประเทศไทย อย่างแท้ สอดคล้องเป้าหมายของธนาคารบเรื่อง Net Zero, ESG และ SDG ภายใต้โครงการใหญ่คือ ‘บัวหลวงรักโลก“
ดร.รอยล อธิบายถึงการบริหารจัดการน้ำเพื่อปลูกป่าบนที่สูงว่าใช้วิธีสูบน้ำเป็นทอดๆ เช่น กรณีบ้านนาเหนือเขื่อนภูมิพล จะใช้วิธี สูบขึ้นไปพักที่ความสูง 50-60 เมตร โดยใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ ใช้วิธีวางท่อและซ่อน ถังน้ำขนาด 2-4 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในป่าเพื่อให้น้ำล้นออกมาและกระจายความชื้นไปทั่วพื้นที่ มี กรณีศึกษา อ.กัลยาณิวัฒนา เดิมชาวบ้านไม่มีน้ำต้องปลูกข้าวโพดรอฝน แต่เมื่อสูบน้ำขึ้นไปความสูง 80 เมตรได้สำเร็จ ชาวบ้านเลิกปลูกข้าวโพดหันมาทำสวน และป่าก็กลับคืนมา
“วิธีนี้คือทางลัดการปลูกป่า การปลูกป่าตามธรรมชาติ แบบตะวันตกใช้เวลา 20-30 ปี แต่การใช้วิธี “น้ำนำ” เพื่อสร้างความชื้นจะช่วยให้ป่าฟื้นตัวได้ภายใน 3 ปีเมื่อความชื้นสูง อุณหภูมิจะมีเสถียรภาพและช่วยดักฝนให้ตกตามวงจรธรรมชาติ”ดร.รอยล กล่าว

ด้านนายศิริรัตน์ กุลวัฒน์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 บ้านถ้ำเสือ อ. แก่งกระจาน กล่าวว่า การนำแทงก์น้ำขึ้นไปบนภูเขาใช้โดรนขนาดใหญ่ยกแทงก์น้ำขึ้นไปแล้วต่อท่อ โดยใช้พลังงานโซลาร์เซลล์สูบน้ำขึ้นสู่ยอดเขา น้ำจากแทงก์จะเปิดเป็นระบบน้ำหยดตลอดเวลา เพื่อป้องกันหนู กระรอกมากัดกัดท่อน้ำ สัตว์เหล่านี้จะมารอกินน้ำแทนที่จะมากัดท่อ นอกจากนี้ยังช่วยสัตว์ป่าหน้าแล้ง โดยเฉพาะเก้งให้มีน้ำกิน



