เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับมหาเถรสมาคม (มส.) และภาคีเครือข่ายรวม 12 หน่วยงาน แถลงความร่วมมือในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พร้อมจัดประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) กรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในฐานะประธานกรรมการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ (ฝ่ายบรรพชิต) เป็นประธานในพิธี และ นพ.พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะผู้แทนประธานกรรมการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ (ฝ่ายคฤหัสถ์) ร่วมประชุม

ทั้งนี้ที่ประชุม ได้รับทราบถึงความคืบหน้าการพัฒนาฐานข้อมูล (Dashboard) สุขภาพพระสงฆ์ ครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลจาก 14 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นต้น เพื่อเป็นข้อมูลสถานการณ์สุขภาพพระสงฆ์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทุกมิติ ที่จะนำไปสู่การติดตามและจัดทำนโยบายตามบริบทและตรงความต้องการที่แท้จริง โดยคาดว่าจะเปิดใช้งานได้เร็วๆ นี้ และที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้คณะกรรมการฯ จำนวน 3 คณะ ได้แก่ 1. คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์ ติดตาม และประเมินผล โดยมี พระธรรมวชิโรดม เป็นประธาน มี สช. และ พศ. เป็นเลขานุการ 2. คณะอนุกรรมการพัฒนาข้อเสนอนโยบายสาธารณะพระคิลานุปัฏฐาก มีพระธรรมวชิราจารย์ เป็นประธาน มีกรมอนามัย และ พศ. เป็นเลขานุการ และ 3. คณะอนุกรรมการฐานข้อมูลและรายงานสุขภาพพระสงฆ์สามเณร โดยมีพระราชปัญญาวชิรากร เป็นประธาน มีกรมการแพทย์ และ พศ. เป็นเลขานุการ โดยหลังจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 3 คณะ จะประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการที่จะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ที่จับต้องได้

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กล่าวสัมโมทนียกถา ว่า การจัดทำฐานข้อมูล และ Dashboard นำเสนอสถานการณ์สุขภาพพระสงฆ์สามเณร ถือเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่เกิดจากสติปัญญาและความร่วมมือของทุกฝ่าย ซึ่งข้อมูลและระบบเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขหรือสถิติ แต่เป็นประทีปส่องทางที่จะช่วยให้เรามองเห็นปัจจัยต่างๆ ในการขับเคลื่อนงานได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ช่วยให้สามารถวางแผนและกำหนดนโยบายสาธารณะผ่านการดำเนินงานแผนปฏิบัติการฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำในทุกระดับ ทั้งนี้ หากพิจารณาผ่านหลักปฏิจจสมุปบาท หรือหลักแห่งเหตุและผลที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าทุกสิ่งในโลกล้วนสัมพันธ์โยงใยเป็นเหตุปัจจัยของกันและกัน การที่พระสงฆ์จะมีสุขภาวะที่ดีได้ย่อมต้องอาศัยเหตุปัจจัยเกื้อหนุนรอบด้าน ทั้งความรอบรู้ด้านสุขภาพของตัวท่านเอง และการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายภายนอก การสร้างฐานข้อมูลและ Dashboard จึงเป็นการสร้างเหตุปัจจัยที่ถูกต้องและทันกาลเวลา เพื่อให้เราสามารถตัดวงจรของความเจ็บไข้ได้ป่วย และเชื่อมโยงเหตุปัจจัยฝ่ายดีเพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่แข็งแรงให้แก่คณะสงฆ์
“ความร่วมมือในครั้งนี้ยึดมั่นในหลักการใช้ทางธรรมนำทางโลก โดยมีพระธรรมวินัยเป็นแกนกลางในการดำเนินงาน พระสงฆ์มิได้เป็นเพียงผู้รับการดูแลสุขภาวะจากทางโลกเท่านั้น หากแต่พระสงฆ์จะได้พัฒนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำด้านสุขภาวะ เพื่อยกระดับให้พระแข็งแรง วัดมั่นคง และนำไปสู่การขยายผลให้วัดเป็นศูนย์กลางแห่งความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่อุบาสกอุบาสิกาในชุมชน อันจะนำไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขของสังคมโดยรวมอย่างยั่งยืน” สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กล่าว

ด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์สุขภาพพระสงฆ์ ซึ่งสำรวจในปี 2568 โดยพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพระสงฆ์สามเณรขึ้นทะเบียนทั่วประเทศ 237,725 ราย ในจำนวนนี้มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป 36.1% และพบว่ามีพระสงฆ์ที่ป่วยร่วมตั้งแต่ 2 โรคขึ้นไป 20.4% ขณะที่มีวัดผ่านเกณฑ์วัดส่งเสริมสุขภาพ 19,484 แห่ง และมีพระคิลานุปัฏฐาก (อสว.) ที่ผ่านการอบรมแล้ว 14,421 รูป ซึ่งจากข้อมูลอัตราการวินิจฉัยจริงผ่านระบบบริการทั่วประเทศ ปี 2568 จากระบบข้อมูลสุขภาพ (HISO) พบว่าพระสงฆ์ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง และเก๊าท์ หรือข้ออักเสบ ตามลำดับ ส่วนต้นตอของปัญหา พบว่าเป็นพระสงฆ์เลือกหรือปรุงอาหารเองไม่ได้ ต้องฉันตามที่ญาติโยมถวาย ซึ่งมักมีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง ตลอดจนขาดกิจกรรมทางกายเนื่องด้วยข้อจำกัดทางพระวินัยและวิถีชีวิต บางกลุ่มมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง โครงสร้างอายุพระสูงขึ้น และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ทั้งการเดินทางและขั้นตอนที่ไม่เหมาะกับพระสงฆ์ ถึงแม้ปัจจุบันไทยจะมีเครือข่ายพระคิลานุปัฏฐากและวัดส่งเสริมสุขภาพครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว แต่จากข้อมูลพบว่าพระสงฆ์เกือบ 4 ใน 10 รูป เป็นผู้สูงอายุ และราว 1 ใน 5 รูป ป่วยร่วมหลายโรคพร้อมกัน ตลอดจนปัญหาอื่นๆ ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพ ทั้งมลพิษในวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง การถวายอาหารแปรรูปและปนเปื้อนสารเคมี ความเสี่ยงโรคอุบัติใหม่และโรคระบาด เหล่านี้สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนของการดูแลเชิงป้องกันและองค์รวม ตลอดจนการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ให้เกิดรูปธรรม



