สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ว่าหากโครงการทั้งสองนี้เกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตให้กับโรงงานของเรย์เธียน และล็อกฮีด มาร์ติน ในสหรัฐอเมริกา และช่วยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านกลาโหมของสหรัฐ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศได้

แหล่งข่าวซึ่งไม่ประสงค์ออกนามกล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ จะลงนามในแถลงการณ์แสดงเจตจำนงในการประชุมนาโต อินดัสทรี ฟอรัม นอกรอบการประชุมสุดยอดของพันธมิตรทางทหาร ที่กรุงอังการาของตุรกี ในวันอังคาร (7 ก.ค.)

ทั้งขีปนาวุธแพค-3 และเอม-120ซี-8 และเครื่องบินขับไล่เอฟ-16 ต่างเป็นที่ต้องการอย่างมากในยูเครน ขณะที่รัฐบาลเคียฟได้ต่อสู้กับการโจมตีของรัสเซีย มาตั้งแต่การรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียในปี 2565 ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ได้วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรยุโรปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่พึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐ ไปพร้อม ๆ กับการกดดันให้พวกเขาเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ และซื้ออุปกรณ์จากสหรัฐมากขึ้น

ในช่วงกลางเดือน มิ.ย. ทรัมป์ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ (Defense Production Act) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการจัดหาและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลวอชิงตัน มีความกังวลเพิ่มมากขึ้นต่อความสามารถของผู้ผลิตอาวุธในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการ เนื่องจากทั้งสงครามกับอิหร่านและยูเครน ได้ทำให้สต๊อกอาวุธของสหรัฐลดลง.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS