เมื่อเวลา 16.05 น. วันที่  8 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาพิจารณาว่าจะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา 112 แก่เด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 18 ปี 

โดยนายจักรภพ เพ็ญแข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนอภิปรายครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต ในที่ประชุมสภาหัวข้อนี้ทำให้ตนคิดมากพอสมควรในการเตรียมการ ซึ่งเรื่องของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ทำให้ตนคิดได้ใน 2 บทบาทคือ สส. และในฐานะที่เคยร่วมในขบวนการต่อสู้ทางประชาธิปไตย หรือขบวนการคนเสื้อแดง ในช่วงที่มี นปช.เกิดขึ้น ตนได้ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ตนในฐานะที่ผ่านชีวิตของการต่อสู้พอสมควร พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่ลุกลามไปเรื่อยนั้น กัดกินชีวิตจิตใจและวิญญาณของคนอย่างหาอะไรเปรียบได้ยาก

“การต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านมาหลายปีแล้ว แต่วันนี้ครอบครัวคนตายเขายังเดือดร้อนกันอยู่ก็มี คนที่ต่อสู้ครั้งนั้นตอนนี้กลายเป็นคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็มี และยังมีปัญหาต่างๆ ติดตามมาอีกมากในเวลา 20-30 ปีมานี้ สิ่งที่ผมได้คิดระหว่างที่ลี้ภัยคือต้องเรียนรู้ในการข่มใจตนเอง ซึ่งเราอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายมากมาย มีจารีตประเพณี มีประเพณีการปกครอง และเราได้รู้ว่าโลกไปถึงขั้นไหน รวมกันอยู่ที่เดียวกัน และเมื่อตนมองร่าง พ.ร.บ.นี้คือผมไม่ได้มองในฐานะกฎหมายมีความสมบูรณ์สูงสุด กฎหมายไหนสมบูรณ์สูงสุดกันบ้าง มีแต่จุดเริ่มต้นให้เราได้หยุดคิดพิจารณาว่าเราจะห้ามเลือดประเทศได้อย่างไร

ถ้าเลือกได้ตามใจ ผมก็อยากได้ฉบับที่ก่อนวุฒิสภาจะแก้ไข แต่หากมองเห็นคนผ่านวิบากกรรมทางการเมืองของตัวเองและผู้อื่นมารวมกัน คิดว่าต้องมีจุดเริ่มต้น อย่างไม่ต้องรั้งรออีกต่อไป และกฎหมายฉบับนี้ให้อะไรหลายอย่างที่เราไม่เคยเจอมาก่อน การนิรโทษกรรมหรือล้างความผิด ส่วนใหญ่ทำโดยระบอบทหารที่ยึดอำนาจมา ในวงจรอุบาทว์ที่เราเรียกกัน แต่ในครั้งนี้จะเป็นการเสนอกฎหมายโดยรัฐสภา และรัฐบาลที่เป็นพลเรือน หรือประชาธิปไตย เมื่อนำมาคิดว่า 2 สภาร่วมมือกันจะผ่านกฎหมายฉบับนี้ นี่คือความก้าวหน้าในภาพรวม

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ตามใจในทุกสิ่งที่เราต้องการ แต่ผมพอใจที่เห็นประเทศชาติ เรียนรู้บทเรียน สามารถนำบทเรียนเหล่านั้นและสร้างจุดเริ่มต้น ผมไม่ได้รู้สึกว่าเราจะต้องเริ่มต้นโดยการทำให้ทุกอย่างนั้นเป็นไปตามที่เราต้องการ ผมนึกถึงน้องๆ ที่อยู่ในตะราง ถ้าเขาอยู่ข้างนอก เขาจะสร้างความเจริญได้แค่ไหน เด็กๆ จะช่วยบริหารประเทศมากขึ้นทุกวัน ก็ยิ่งเสียดาย

นายจักรภพ กล่าวว่า หากตั้งต้นได้บ้าง ตนในฐานะที่ผ่านการต่อสู้มา ต้องบอกว่า พอใจที่เห็นระบบเดินไปข้างหน้า ไม่พอใจที่เห็นทุกข้อความที่เราอยากได้ไม่ปรากฏอยู่ในนี้ แต่เราคำนึงถึงประเทศชาติ และในขณะที่ตนเองอยู่ต่างประเทศได้เห็นความเจริญของประเทศอื่นๆ ก็เป็นห่วงประเทศไทย เพราะระยะเวลา 15 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในไทยนั้น ตนเองไม่เคยไม่คิดถึงประเทศไทยแม้แต่วินาทีเดียว ได้เห็นว่าประเทศไทยมีคนเก่งมากมาย แต่เมื่ออยู่ในระบบความขัดแย้งแบบไทย ยังหาทางออกจากข้อพิพาทไม่สำเร็จเสียที เรายังหาสูตรในการเลิกทะเลาะกันไม่ได้เสียที

“อยากให้สมาชิกเลือกพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ในทัศนะของการพัฒนาประเทศ เราไม่สามารถพาทุกคนไปได้ในขณะนี้ แต่เราต้องสร้างเรือ ที่จะพาคนไปได้มากที่สุด และวันหลัง เราจะมาย้อนกลับมารับคนที่ติดค้างอยู่ ซึ่งยังติดค้างอยู่อย่างมหาศาล แต่ในเมื่อมันมีทะเลให้ต้องไป ก็อย่าหยุดคิดเรื่องการสร้างเรือเลย” นายจักรภพ กล่าว