ตามที่ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะทำงานต่อต้านภายความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงาน ป.ป.ท. และ สำนักงาน ปปง. เปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” เข้าตรวจค้นจับกุม บุคคลสัญชาติจีน ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในหมู่บ้านหรูย่านพระราม 2 จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งกระทำความผิดในการทุจริตทางทะเบียนเป็นพ่อทิพย์ รับรองบุตรของชาวจีน เพื่อให้ได้สัญชาติไทย นั้น
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 ก.ค. พล.ต.อ.สำราญ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยภายหลังจับกุมว่า กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากมีหญิงชาวจีนเดินทางมาพร้อมกับชายชาวจีน เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีบุตรคนแรก เดินทางเข้ามาเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 67 ซึ่งมีการไปแจ้งเกิดที่อ.โพธิ์กลาง จ.นครราชสีมา โดยบุตรคนแรกก็เป็นสัญชาติจีน แต่คิดว่าคงใช้สิทธิในการเกิดที่ประเทศไทย และจะมีการพัฒนาสิทธิในอนาคต ที่จะได้จากการเกิดในประเทศไทย
จากนั้น ก็ได้มาแจ้งเกิดอีกครั้งที่โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพมหานคร โดยมารดาเป็นชาวจีน แต่บิดาเป็นคนไทย ซึ่งเมื่อตรวจ DNA แล้ว พบว่าไม่ตรงกัน ซึ่งการเซ็นรับรองบุตรในครั้งนี้ นายวิโรจน์ (พ่อทิพย์) จะรู้หรือไม่ ก็ต้องไปดูที่เจตนา โดยต้องไปพิสูจน์การในชั้นศาล ขณะที่สามีแท้ๆ ของหญิงสาวชาวจีน ก็รู้เรื่อง และเป็นคนหาบิดาชาวไทย คือ นายวิโรจน์ ในการรับจ้างจดให้ ขณะที่บัตรประจำตัวของนายวิโรจน์ ก็ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 5 ซึ่งหมายถึง คนไทยหรือบุคคลต่างด้าวที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าไปในทะเบียนบ้าน ในกรณีที่มีการตกสำรวจ หรือเป็นกรณีที่มี 2 สัญชาติ แต่อย่างไรก็ตาม เด็กคนดังกล่าวมีทั้งสัญชาติจีน และสัญชาติไทยซ้อนกัน โดยประเด็นนี้คงต้องการสิทธิหลายอย่างในการถือทรัพย์สิน สิทธิการเรียนหนังสือ สิทธิการเป็นคนไทย ซึ่งชาวจีนดังกล่าว บอกว่าดูจากกลุ่มแชตว่ามีแพ็กเกจแบบนี้ แต่ก็ให้การว่ายังไม่พบการโฆษณาลักษณะนี้ตั้งแต่ที่ประเทศจีน
พลต.อ.สำราญ กล่าวว่า เบื้องต้นจากการสอบปากคำชาวจีน ทั้งสองคนบอกว่า มีคนแนะนำ จึงมาติดต่อ ก็ให้เขาให้การตามสภาพ ซึ่งขณะนี้ ได้มีการจับกุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นนายทะเบียน และเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล รวมไปถึงบิดามารดาชาวจีน

รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า นายวิโรจน์ ที่มาเป็นพ่อทิพย์นั้น แต่เดิมเป็นช่างกระจก รู้จักกันตอนที่มาติดกระจกตามที่ว่าจ้าง ส่วนจะรู้หรือไม่นั้น ก็ให้สิทธิ ดูตามที่เจตนาได้ แต่เจ้าตัวยืนยันกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าไม่ได้ค่าจ้าง ซึ่งต้องไปสืบสวนสอบสวนกันอีกครั้ง ขณะที่ค่าจ้างในการดำเนินการอื่น ๆ ประมาณ 99,999 บาท แต่ต้องตรวจสอบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามก็จะปรากฏบิลในการจ่ายให้กับโรงพยาบาลอีกครั้ง และจะรวมเป็นแพ็กเกจในการหาบิดาชาวไทย รับรองด้วยหรือไม่ ก็ต้องไปตรวจสอบกันอีกครั้ง
รอง ผบ.ตร. ย้ำว่า จากกรณีนี้ การถือพาสปอร์ตจีน และมีบัตรประชาชนคนไทย แบบสมบูรณ์แบบพร้อมกันนั้น เรากำลังตรวจสอบ ว่ามีการกระทำเช่นนี้ตั้งแต่ปี 2561 จนถึง 2568 มีจำนวนกี่คน มีนายหน้าอย่างไรบ้าง ส่วนการมีสัญชาติไทยนั้น ในอนาคตก็คงเป็นนอมินีที่สมบูรณ์ ที่จะมีการตรวจสอบยากลำบาก หากมาดูที่ต้นน้ำ ก็จะหนักยิ่งกว่ากรณีอื่น ส่วนจะเกี่ยวกับกระบวนการทุนเทานั้น ก็ขอให้ชุดทำงานได้ไปตรวจตรวจสอบก่อน
รอง ผบ.ตร. ระบุอีกว่า เจ้าหน้าที่นายทะเบียน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ใช้หลักในการทุจริต เพราะมีการนำพ่อทิพย์มาจดรับรองได้สัญชาติไทย ก็จะได้โดยสายเลือดเลย
ส่วนพ่อทิพย์หนึ่งในนั้นที่ถูกหมายจับเป็นนอมินีของบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) นั้น พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ก็เป็นคดีที่เรากำลังบูรณาการกันวันนี้ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการ 40 หมายจับ มีทั้งชาวต่างชาติ ผู้สนับสนุน ก็ขอสอบปากคำให้ชัดก่อน อีกทั้ง พบว่าบุคคลที่เป็นบุตรของชาวต่างชาติ โดยมีบิดาเป็นคนไทย จากโรงพยาบาลดังกล่าว ที่มีเจ้าหน้าที่ทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลคนเดียวกันนั้น มีจำนวน 62 คน จากการแจ้งเกิดทั้งหมด และโรงพยาบาลจะเกี่ยวข้องหรือไม่ ก็จะต้องเป็นคำตอบที่ต้องไปสืบสวนสอบสวนต่อไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้คุม นายวิโรจน์ ชายไทยที่รับเป็น “พ่อทิพย์” มาสอบปากคำที่บ้านของชาวจีนที่ว่าจ้าง ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการหรือไม่ หรือรับจ้างมาเท่าไหร่ นายวิโรจน์ ตอบเสียงดังว่า “ไม่มี ไม่มีครับ” เมื่อถามถึงที่มา ว่าไปรับจ้างได้อย่างไร นายวิโรจน์ ตอบว่า “ผมไปรับสมัครงาน ผมโดนหลอกครับ” จากนั้นก็ขึ้นรถของเจ้าหน้าที่ออกไป
จากการสอบปากคำเบื้องต้นระบุว่า ตนเองมาสมัครงานที่บริษัทของครอบครัวชาวจีนที่ทำเกี่ยวกับขยะรีไซเคิล อ้างว่าเขาให้เซ็นชื่อตนก็เซ็นไป ด้วยความไม่รู้ เบื้องต้นนายวิโรจน์ เป็นคนอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ อาชีพรับเหมา
ต่อมาเวลา 15.45 น. ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 (บก.น.8) ถนนพระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กทม. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, นายวิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดีกรมการปกครอง, นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ, นายสุภาพ สิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 และนายอภินันท์ นวลสุวรรณ์ ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์ข่าวกรองทางการเงิน ร่วมกันแถลงข่าว การแถลงผลการปฏิบัติการถอดเกล็ดมังกร
นายพลพีร์ กล่าวว่า ห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตระหนักถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นภัยต่อประชาชนคนไทย ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ หรือธุรกิจทุนสีเทาต่าง ๆ โดยจากการสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จึงได้พบว่า ผู้กระทำผิดเหล่านี้มีการใช้ระบบทะเบียนราษฎร และการได้มาซึ่งสัญชาติไทย มาอำนวยความสะดวก หลบซ่อนตัวตน หรือถ่ายเททรัพย์สิน และไม่ใช่แค่การใช้รายการเท็จหรือการสวมตัวคนไทยเท่านั้น แต่ครั้งนี้เป็นการว่าจ้างคนไทยมาทำการสมรสเท็จ หรือมารับรองเท็จ เพื่อให้บุตรของตนได้สัญชาติไทย เป็นอีกตัวตนหนึ่งควบคู่ไปกับสัญชาติที่แท้จริงของบุคคลเหล่านี้ โดยการกระทำในลักษณะดังกล่าว ทุกท่านทราบดีว่าก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างไม่ใช่แค่การแย่งชิงสิทธิ สวัสดิการของคนไทย แต่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม ถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และความมั่นคงของประเทศอย่างยิ่ง
“รัฐบาลจึงเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามอาชญากรรมในทุกรูปแบบนำไปสู่การบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในวันนี้ ทั้งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงาน ปปง. โดยมีการเปิดปฏิบัติการ ถอดเกล็ดมังกร ปราบปรามขบวนการแจ้งเกิดเท็จทำให้บุตรของคนต่างด้าวได้สัญชาติไทย ซึ่งถือเป็นผลการปฏิบัติที่สำคัญ และเด่นชัด เพราะมีการจับกุมขบวนการ และเครือข่ายบุคคล ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวว่า เราให้ความสำคัญในการปกป้องสิทธิคนไทย และการปราบปรามอาชญากรรมแบบนี้ และอาชญากรรมเหล่านี้มาหลายรูปแบบ ซึ่งเรายังสืบสวนอย่างเข้มงวดว่ามีรูปแบบไหนบ้าง ที่เรายังไม่ทราบ และอาจมีการสื่อสารไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะมีหลายกรณีที่เข้าไปดูพบว่ามีการติดต่อกันผ่านช่องทางออนไลน์ ก็จะมีองค์ประกอบของชุดปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำอีกครั้งว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกส่วนงานราชการที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง จะเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ยึดหลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา อะไรผิดก็คือผิด ไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมทั้งทำการสืบสวนสอบสวนและขยายผลค้นหาเครือข่ายทั้งหมด ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้แนวทางในการทำงาน โดยยึดหลักการ ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม หากพบว่า ผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมตลอดทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือองค์กรภาคเอกชนใดที่เข้าไปมีส่วนช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำผิด จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยจะยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
“ภารกิจนี้ยังสำเร็จอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนความ เพราะยังเหลือกระบวนการยุติธรรมต่างๆ อีก แต่เราจะไม่หยุด และจะสาวไปให้ถึงต้นตอ และจะพยายามจับกุมให้ได้มากที่สุด” นายพลพีร์ กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า เป็นการร่วมบูรณาการตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติภาคีเครือข่าย โดยการปฏิบัติการครั้งนี้การจับกุมพ่อทิพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการร่วมกับคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. ออกหมายจับและหมายค้น 53 หมาย แบ่งเป็นเพื่อตรวจดีเอ็นเอ 33 หมาย และค้นเพื่อจับกุม 20 หมาย โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 5 กลุ่ม คือ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ 1 ราย ซึ่งขณะนี้ได้จับกุมเรียบร้อย, เจ้าพนักงานกองทุนพยาบาล 1 ราย จับกุมแล้ว ขณะที่บุคคลต่างด้าวหรือชาวต่างชาติซึ่งวันนี้ขอหมายจับ 16 ราย บิดาที่รับเป็นพ่อทิพย์ ขอหมายจับ 17 ราย บิดาที่เป็นพ่อคนจีนในข้อหาสนับสนุน ทางการจ้างจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งจับกุม 5 ราย โดยมีการจับกุมมาแล้วทั้งหมด 15 ราย
กรณีที่น่าสนใจ คือมารดาเป็นคนจีน และบิดาเป็นคนจีนนำลูกชาย ไปจดทะเบียนที่ อ.โพธิ์กลาง จ.นครราชสีมา ก่อนที่ต่อมาจะจดทะเบียนสัญชาติไทย โดยโรงพยาบาลที่แจ้งเกิดสามารถจดได้ เพราะคนไทยมาเป็นพ่อทิพย์ได้ อยากได้สัญชาติโดยสายเลือด และต่อมาได้มาจดที่เขต เด็กคนนี้มีสัญชาติไทยและจีน และอีกกรณีที่ให้การปฏิเสธ คือนายประจวบ ชายไทยที่ถือหุ้นบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) เขาให้การปฏิเสธ จึงมีการตรวจดีเอ็นเอ และทราบว่าไม่ใช่พ่อ และเขากำลังจะไปมอบตัวที่ สน.บางยี่เรือ พร้อมทนาย พร้อมย้ำว่า พ่อทิพย์จะรู้หรือไม่รู้ ก็ค่อยไปชี้แจง แต่การลงลายมือชื่อว่าเป็นพ่อ ก็มีความผิด และต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย และจากการทำงานบูรณาการร่วมกันกับหลายหน่วยงาน และหากพบในลักษณะนี้อีก เราจะร่วมกันดำเนินการ
ขณะที่ นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีเดือนเมษายน ได้เป็นปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกร ที่เราทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีคนจีน คือนายเฉิน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง จับสแกมเมอร์ พบว่ามีบุตรที่มีสัญชาติไทย มีการเกิดที่โรงพยาบาลเอกชน และขยายผลต่อไป โดยนโยบายรัฐบาล เรื่องนี้บ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริง และทำลายเรื่องเศรษฐกิจด้วย
อย่างไรก็ตามในส่วนสำนักงานทะเบียน กรมการปกครอง ได้มีหนังสือแจ้งสั่งการลงไปทั่วประเทศทั้งสำนักทะเบียนในอำเภอ และท้องถิ่นทั้งหมด ว่ากรณีการแจ้งเกิดที่ลูกเกิดกับพ่อที่เป็นต่างชาติ หรือแม่ที่เป็นต่างชาติ ให้พ่อ และแม่ ต้องมายืนยันด้วยตัวเอง ว่าเป็นบุตรของบุคคลนั้น ด้วยตนเอง เพราะที่ผ่านมา ที่เราเจอนั้นเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ถือเอกสารมาให้เจ้าหน้าที่เขตดำเนินการ
ส่วนการแก้ไขในระยะยาว กรมการปกครองได้เสนอการแก้ไขกฎหมายทะเบียนราษฎร ให้มีข้อบัญญัติผู้กระทำความผิดแยกไว้อย่างชัดเจนและมีบทลงโทษที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น
นายสุภาพ กล่าวว่า จะมีแนวทางการป้องกันในอนาคตอย่างไรจึงอยากให้หน่วยงานมาช่วยกันหาวิธีเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
ตัวแทน ปปง. ระบุว่า การข้อมูลทางการเงินกับกรมการปกครอง แล้วจะขยายผลกับมาตรการการริบทรัพย์สินเครือข่าย ของผู้ที่กระทำความผิดรวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ผู้โอนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อไป
ขณะที่ ดีเอสไอ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าว ทำให้บุคคลสามารถมีสถานะเป็นสัญชาติไทย ไม่ต้องผ่านการคัดกรอง หรือเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนแล้วค่อยพัฒนาสถานะ ก็เป็นรูปแบบที่ทุกหน่วยงานเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง การสร้างตัวตนเป็นคนไทยเพิ่มขึ้นทันที ทำให้สถานะของบุคคลที่เกิดขึ้นมาทำให้เด็กกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ สิ่งนี้เป็นข้อห้ามข้อจำกัดต่าง ๆ ของชาวต่างชาตินั้น ก็จะไม่มีสามารถถือครองทรัพย์สินที่ดิน ดำเนินการในการเปิดบัญชีธนาคาร เป็นกรรมการผู้ถือหุ้นในบริษัทบิดามารดาที่เป็นคนต่างชาติ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่มองว่านอกจากเป็นภัยความมั่นคง กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย และจะมีการขยายผลทางต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว นางสาว ส. เจ้าหน้าที่เวชระเบียนของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรี และ นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตแห่งหนึ่งฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นขบวนการพ่อไทยทิพย์ ออกเอกสารรับรอบบุตรให้กับลูกชาวจีนให้ได้สัญชาติไทย มาทำการสอบปากคำ และแจ้งข้อกล่าวหาที่ กองบังคับการตำรวจนครบาล 8
โดยมี พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล ร่วมสอบปากคำ ซึ่งทางกรมการปกครองชี้แจงกับนางสาว ศ. ว่า ‘เอกสารใบรับรองการเกิด’ โรงพยาบาลมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการเกิด แต่ ‘ใบรับแจ้งการเกิด’ สำนักงานเขตจะเป็นผู้ออก
นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตฯ ชี้แจงอ้างว่า ตนเองจะให้เอกสารไปกับทางโรงพยาบาลแต่ละครั้งเป็นเล่ม เป็นแพ็กเป็นรีม โดยให้เข้าควบคู่ไปทั้งสองใบ เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่ได่เข้าระบบคอมพิวเตอร์ และทาง รพ.เอกชน ก็จะมาใช้การเบิก และแบบฟอร์มนี้ ใช้งานมาตั้งปี 2547 แล้ว และที่ผ่านมาตนเองตรวจเอกสารของคนที่มาจดแจ้งการเกิดทุกครั้ง แต่ยอมรับว่า คนเป็นพ่อไม่ได้มาแสดงตัวเพื่อจดแจ้งการเกิดด้วยตนเอง แต่มีบางเคสก็มาด้วยตนเอง
ขณะที่ น.ส. “ส” เจ้าหน้าที่เวชระเบียน เปิดเผยเพียงสั้นๆ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีส่วนร่วมเกี่ยวกับขบวนการกุมารจีนหรือเป็นนายหน้าขบวนการนี้หรือไม่ เจ้าตัวบอกว่า “ไม่ใช่ ไม่ได้” เมื่อถามย้ำว่าแล้วเคยเสนอแพ็กเกจคลอดที่โรงพยาบาลหรือไม่ เจ้าตัวส่ายหน้าก่อนปฏิเสธทันที.



