เริ่มจากเหยื่อที่เป็นพ่อค้ากัญชา วัย 34 ปี ถูกฆาตกรรมอำพรางศพใส่ถังพลาสติกหมกกระบะดินที่ใช้เพาะกัญชาภายในบ้านพักย่านดอนเมือง กทม. หลังผู้ลงมืออ้างชนวนเหตุจากความไม่พอใจที่ผู้ตายกล่าวหาว่าขโมยนาฬิกาและด่าบุพการี

ไม่กี่วันต่อมาปรากฏข่าวพบศพหญิงผมแดงวัย 17 ปี ถูกฆาตกรรมยัดถังขยะทิ้งไว้ในพื้นที่ ต.กระแสบน อ.แกลง จ.ระยอง พบผู้ก่อเหตุเป็นชายต่างชาติ ถูกจับได้ขณะเตรียมซื้อตั๋วเครื่องบินหลบหนีกลับประเทศ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทำให้เกิดคำถามว่า นี่เป็นเพียงการรับรู้ข่าวสารที่มากขึ้น หรือกำลังสะท้อนแนวโน้มความรุนแรงของสังคมที่เปลี่ยนไป “ทีมข่าวอาชญากรรม” ชวนกะเทาะสาเหตุพฤติกรรม“เหี้ยม”ของมนุษย์ กับรศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นักอาชญาวิทยาและอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการพัฒนางานสืบสวนสอบสวน ที่ชี้ให้เห็นว่า การฆาตกรรมมีโทษสูงสุดคือ“ประหารชีวิต” เหตุที่ต้องอำพรางศพในรูปแบบต่าง ๆ ไม่จะชำแหละ สาดดิน หรือทำลายศพ ก็เพราะผู้ก่อเหตุตระหนักถึงโทษทัณฑ์ และต้องการปิดบังไม่ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนพบศพ

“ต้องดูเป็นรายกรณี บางกรณีเป็นอารมณ์โกรธรุนแรงหรือพลั้งมือ เมื่อเหยื่อเสียชีวิตจึงเกิดตกใจ กลัวความผิด และต้องวางแผนอำพรางศพในภายหลัง แต่บางกรณีเป็นการตระเตรียมไว้แต่ต้น เช่น รู้ว่าจะต้องไปเคลียร์ปัญหากับคู่อริ จึงเตรียมอาวุธและวางแผนสถานที่สำหรับทิ้งศพไว้พร้อมเสร็จ” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ อธิบายถึงมูลเหตุที่แตกต่างกัน

อิทธิพลสื่อ : พฤติกรรมเลียนแบบ

สื่อโซเชียลทำให้คนเข้าถึงข่าวสารง่าย จนส่งผลต่อพฤติกรรมเลียนแบบ(Copycat) ประเด็นนี้ยืนยันว่ามีข้อมูลทางวิชาการรองรับ คนรับสื่อมีความหลากหลายทั้งวิธีคิด การบริหารจัดการอารมณ์ และการยับยั้งชั่งใจ หากคนที่มีความเครียดจากงานหรือโกรธแค้นคนรอบข้างได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร“ถี่ซ้ำ”และลง“รายละเอียดลึก”เกี่ยวกับวิธีฆ่าหรือการอำพราง ก็มีโอกาสนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบได้

ดังนั้น  สื่อจึงไม่ควรลงรายละเอียดจนกลายเป็น“คู่มือ”ให้ผู้ก่อเหตุรู้ขั้นตอน ตั้งแต่ก่อน ขณะและหลังการกระทำผิด ซึ่งปัจจุบันนอกจากสื่อกระแสหลัก ยังต้องระวังอินฟลูเอนเซอร์ที่ลงพื้นที่ถ่ายคลิปเล่าเรื่องโดยขาดความเข้าใจในหลักอาชญาวิทยาด้วย

ปมครอบครัว : เรื่องเล็กที่กลายเป็นโศกนาฏกรรม

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ วิเคราะห์ถึงคดีฆาตกรรมที่เกิดจากคนใกล้ชิดว่า มีสาเหตุได้ตั้งแต่ความรัก ความโลภ ความโกรธ ไปจนถึงความขัดแย้งทางธุรกิจ โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวที่มักเริ่มต้นจาก“จุดเล็ก ๆ” เช่น กรณีพี่สาวอายุ 13 ปี ฆาตกรรมน้องสาววัย 7 ขวบ โดยมีน้าช่วยทำลายศพ  

สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่แค่การแย่งตุ๊กตา แต่เป็นความกดดันจากการต้องดูแลน้องภายใต้ภาระทางเศรษฐกิจของแม่ที่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ เมื่อพี่สาวต้องดูแลน้องจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง ความเครียดจึงสะสมเป็นปมในใจ

เหตุการณ์ที่พี่สาวบีบคอน้องจนเสียชีวิต สะท้อนว่าสภาพจิตใจและการควบคุมภายในของผู้ก่อเหตุต่ำกว่าคนทั่วไป เพราะขณะที่เหยื่อดิ้นรนทุรนทุรายจนขาดอากาศหายใจ พี่สาวกลับไม่ยอมปล่อยมือ นั่นคือประเด็นที่สำคัญมาก มันเชื่อมโยงกับแนวคิดพันธะทางสังคม(Social Bond)

“หากสายใยความรักความผูกพันในครอบครัวเข้มแข็ง จะเปรียบเสมือนเชือกที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้คนทำผิด แต่สำหรับครอบครัวนี้  เชือกแห่งความรักอาจไม่แข็งแรงพอที่จะยึดเหนี่ยวไว้ได้ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ”

อำพรางศพ : สะท้อนประสบการณ์-วิชาชีพ

ส่วนประเด็นการเลือกวิธีอำพรางศพ ไม่ว่าจะโบกปูนหรือการยัดตู้แช่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ชี้ว่าสะท้อนถึงประสบการณ์และพื้นฐานวิชาชีพของผู้ก่อเหตุ คนที่เคยทำงานก่อสร้างอาจรู้วิธีผสมปูนจึงเลือกใช้วิธีนั้น หรือการนำศพใส่ตู้เย็น  เพื่อไม่ให้ส่งกลิ่นและชะลอการเน่าเปื่อย เพื่อซื้อเวลาในการหลบหนี

“ทั้งหมดนี้คือการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ชีวิต หรือการเสพสื่อและภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ก่อเหตุคิดว่าตนจะรอดพ้นจากการถูกจับกุม ทั้งหมดนี้จึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลว่าเคยเรียนรู้มาอย่างไร”

พร้อมสรุปทิ้งท้าย การป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่รุนแรงเช่นนี้ สังคมต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาตั้งแต่ระดับครอบครัว และสื่อต้องทำหน้าที่นำเสนอข่าวอย่างระมัดระวัง ไม่ควรเน้นที่วิธีการฆ่าหรืออำพราง แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างความตระหนักและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตั้งแต่วันที่ยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ก่อนลุกลามบานปลายจนไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน