เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ชุบตัวทารกจีน สู่แผนกลืนชาติ สัญญาณยึดกรรมสิทธิ์ประเทศไทยในระยะยาว

ขบวนการ “พ่อทิพย์” ไม่ใช่แค่คดีแจ้งเกิดเท็จ แต่มันคือสัญญาณอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นกลุ่มทุนจีนสีเทาใช้นอมินี ใช้บริษัท ใช้มูลนิธิ ใช้คนไทยเป็นตัวแทน เพื่อถือครองธุรกิจและทรัพย์สินในประเทศไทย ตามที่ผมได้เคยนำเสนอในที่ประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน ไปเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 69 ที่ผ่านมานั้น

จนมาถึงคดีล่าสุดทำให้เห็นว่า ขบวนการบางส่วนอาจคิดไปไกลกว่านั้น หากข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินคดีได้รับการพิสูจน์จนเป็นความจริง นั่นหมายความว่า พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอีกต่อไป แต่กำลังพยายามสร้าง “คนไทย” ขึ้นมาเอง ผ่านการสวมสิทธิให้ลูกของตนได้รับสัญชาติไทย คำถามคือ…ทำไม?

ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าเป็นเพราะประเทศไทยมีสวัสดิการดีกว่าจีน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เด็กที่มีสถานะเป็นคนไทยโดยมิชอบ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการถือครองทรัพย์สิน เปิดบริษัท หรือบริหารทรัพย์สินที่อาจเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาในอนาคต โดยใช้สิทธิของคนไทยเป็นเกราะกำบัง

นายปิยรัฐ ระบุต่อว่า ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ คดีนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงการกระทำของเครือข่ายอาชญากรรม แต่ยังสะท้อนว่าหากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนร่วมจริง ตั้งแต่การเกิดที่ รพ. จนไปถึงการแจ้งเกิดในระบบทะเบียนราษฎรของไทย ซึ่งถือเป็นรากฐานของการพิสูจน์ตัวตน อาจหมายถึงหายนะของประเทศในอนาคต

เมื่อระบบที่ใช้รับรองว่าใครคือคนไทย ถูกทำลาย ความเสียหายย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่เด็กเพียงไม่กี่ร้อยคน แต่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของฐานข้อมูลประชาชนทั้งประเทศ ประเทศไทยต้องเปิดประเทศต่อการลงทุนและต้อนรับชาวต่างชาติที่สุจริต แต่ต้องไม่เปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติใช้ระบบราชการของเราเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ นี่จึงไม่ใช่แค่คดีอาญาคดีหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐไทยจะปกป้องความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรและอธิปไตยทางกฎหมายของประเทศได้หรือไม่

ในฐานะ สส. ผมคงต้องชวนเพื่อนๆ สส. ทุกคนช่วยกันผลักดันให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ในเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงเอาผิดผู้กระทำผิดเฉพาะราย แต่ต้องหาคำตอบว่าช่องโหว่อยู่ตรงไหน ใครต้องรับผิดชอบ และจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร ลองจินตนาการดูว่า อีก 20 ปีข้างหน้า หากวันนี้เราเพิกเฉย เด็กที่ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบเหล่านี้เติบโตขึ้นพร้อมสิทธิของพลเมืองไทย พวกเขาย่อมมีสิทธิเลือกตั้ง มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง จัดตั้งพรรคการเมือง หรือเข้าสู่ระบบราชการได้เช่นเดียวกับคนไทยทุกคน

หากปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นโดยไม่เร่งแก้ไข ความเชื่อมั่นต่อระบบสัญชาติและระบบทะเบียนราษฎรของไทยจะเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด และเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐไทยยังสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ