เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่รัฐสภา นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเลือก สว. ต้องเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม เพราะเป็นกระบวนการที่ผู้แทนปวงชนขึ้นไปสู่การใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ กกต. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดังนั้นการที่ กกต.ถูกตั้งคำถามจากการทำหน้าที่มากขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะตามรัฐธรรมนูญ กกต.มีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา หากพบว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งขณะนี้ กกต.อยู่ในขั้นตอนตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อสืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยการเลือกตั้ง สว. ภายใน 90 วัน
นายปริญญา กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องใหญ่สุดของคดีนี้ คือการใช้เพื่อจูงใจให้เลือกหรือไม่เลือก ซึ่งตาม พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สว.มาตรา 77 ระบุไว้เหมือนกับเรื่องการซื้อเสียงของ สส. คือหากมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ถือว่าผิดแน่นอน ซึ่ง กกต.มีอำนาจดำเนินการในคดีอาญา
นายปริญญา กล่าวว่า เรื่องโพย ถือว่าไม่มีความผิดในตัวของมันเอง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้วินิจฉัยมาแล้ว ซึ่งต้องเข้าใจว่าคดีดังกล่าว เป็นการไปฟ้อง กกต.ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยศาลวินิจฉัยว่า เนื่องจากไม่มีข้อห้ามในการนำเอกสารใดๆเข้า การที่ กกต.ไม่ดำเนินการเรื่องการนำโพยเข้าไปตั้งแต่แรก จึงถือว่าไม่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะถือว่ามีมติของกรรมการ กกต. ในคืนวันเลือกตั้งแล้วว่าให้เก็บโพย อย่างไรก็ตามไม่ได้แปลว่าการมีโพยจะเป็นความสุจริตและเที่ยงธรรม ต้องแยกกัน เพราะการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ เป็นเรื่องของศาลฎีกา

นายปริญญา กล่าวว่า ตามกฎหมายแล้ว เลขาธิการ กกต.ต้องส่งสำนวนสืบสวนไต่สวนให้กับคณะคณะกรรมการ กกต. ภายในเวลา 1 ปี ซึ่งเลยมาแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมการ กกต.ต้องสรุปสำนวนให้เสร็จภายใน 90 วัน อย่างไรก็ตาม กฎหมายระบุว่า หากมีเหตุแห่งความล่าช้า ต้องแจ้งผู้เสียหาย ผู้ร้อง หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่การที่ กกต.ไม่เคยแจ้ง ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นหน้าที่ของเลขาธิการ กกต.ที่ต้องแจ้งตามระเบียบ
นายปริญญา กล่าวว่า ตามกฎหมายแล้ว หากเป็นคดีที่เกี่ยวกับการได้รับเลือกตั้งเป็น สส.หรือ สว. ไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม มีเพียง กกต.เท่านั้นที่สามารถส่งเรื่องให้ศาลฎีกาได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาและต้องแก้ไข เพราะหาก กกต.ไม่ส่ง ก็ไม่สามารถมีใครส่งเรื่องให้ศาลฎีกาได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนคดีอาญา ผู้เสียหายสามารถฟ้องผ่านทางดีเอสไอได้ หากอัยการสั่งไม่ฟ้อง
นายปริญญา กล่าวอีกว่า ตาม พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 ไม่เหมือนกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่ระบุว่าต้องมีเจตนาพิเศษ จึงจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่มาตรา 69 ระบุเพียงว่า แค่ไม่ทำตามระเบียบก็ถือว่าไม่ชอบด้วยหน้าที่และมีความผิดทางอาญาแล้ว ซึ่งปัญหาคือในคณะกรรมการชุดที่ 26 ของ กกต.ที่ไต่สวนเรื่องนี้ ระบุว่ามีผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ 229 คน แต่พอถึงคณะกรรมการชุดที่ 36 กลับเป็นคนละทางว่าไม่มีมูล และขอให้ยกคำร้องทั้งหมด ดังนั้นตนจึงอยากเชิญชวนให้ประชาชน ใช้อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ไปขอสำนวนจากคณะกรรมการชุดที่ 26 เพื่อให้ กกต.เปิดเผยข้อมูลการสืบสวน

ทั้งนี้ เมื่อถึงวันที่ กกต.ลงมติแล้วไม่ลงมติตามหลักฐานที่ปรากฏ เช่น ยกคำร้องทั้งหมด หรือส่งให้ศาลฎีกาเพียงจำนวนน้อยมากจนน่าตกใจ และขัดกับหลักฐานที่มีจะเข้าองค์ประกอบว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และผู้เสียหายก็จะมีสิทธิฟ้องร้องได้



