วันที่ 13 ก.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ธปท. ภาคใต้ ในหัวข้อ “ธุรกิจใต้ ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน” ว่า ธปท. ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้ไว้ที่ 2.3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง (High Case) เมื่อเทียบกับสำนักวิจัยอื่นที่มองเพียง 2% แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจระยะยาว (Potential GDP) ที่ลดลงจาก 5% เหลือเพียง 2.7% เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะสังคมสูงวัยและการลงทุนที่ต่ำมากตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
“หากเทียบดัชนีการลงทุนปี 2540 ที่ 100% ปัจจุบันไทยเพิ่มขึ้นเป็นเพียง 106% ขณะที่มาเลเซียไปถึง 200% และเวียดนามพุ่งไปถึง 900% สิ่งที่หายไปคือการลงทุนเทคโนโลยี ทำให้เรายังผลิตสินค้าเดิมๆ และขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง”
ทั้งนี้ ในช่วงต้นของความขัดแย้งระดับโลกเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ธปท. เคยมีความกังวลอย่างมากว่าเศรษฐกิจไทยอาจไหลลงไปแตะระดับ 1.5% และส่งผลให้หนี้ด้อยคุณภาพ หรือ NPL พุ่งสูงขึ้นอีก 2% จากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.8 – 2.9% หากสถานการณ์เป็นเช่นนั้น NPL จะดีดตัวขึ้นไปสูงกว่า 4% ซึ่งถือเป็นภาวะที่หนักมาก
ขณะที่เงินเฟ้อ ธปท.คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 2.8% ซึ่งได้กังวลในช่วงแรก จะมีบางเดือนเงินเฟ้ออาจสูงถึง 5% แต่เงินเฟ้อเดือน มิ.ย.ล่าสุด อยู่ที่ 2.4% ทำให้เงินเฟ้อในปีนี้อาจไม่ถึง 2.8% แน่นอน และจากในบางเดือนที่คาดว่าจะพุ่งสูงสุดจะลดลงมาแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ด้วยการปรับตัวที่รวดเร็วและการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่น (Resilience) ทำให้ปัจจุบัน ธปท. เชื่อมั่นว่าสถานการณ์ NPL จะไม่เลวร้ายอย่างที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก โดยเศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากการบริโภคภายในประเทศและภาคการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตถึง 14% เป็นตัวประคับประคองไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้าง
นายวิทัย กล่าวยอมรับว่า การบริโภคภายในประเทศที่ดีกว่าที่ประเมินไว้ “ต้องบอกว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ประคองไว้ มีประโยชน์จริง ๆ อันนี้ต้องยอมรับอย่างนี้ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าครองชีพของคนได้พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนฐานราก”
นอกจากนี้ประเมินว่าในปีนี้ไทยอาจต้องเผชิญกับสภาวะดุลการค้าติดลบ และดุลการชำระเงินติดลบ เนื่องจากโครงสร้างการส่งออกที่เปลี่ยนไป แม้การส่งออกจะเติบโตสูง แต่กลับมีการนำเข้าวัตถุดิบและส่วนประกอบ (Import Content) สูงถึง 70% โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ AI ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับประเทศจริงๆ นั้นน้อยกว่าที่คิด
โดยธปท.คาดว่าไทยจะไม่กลับไปอยู่ในจุดที่เห็นดุลการชำระเงินเกินดุลปีละ 5-7% ของ GDP อีกแล้ว ในอนาคตหากทำได้ดีที่สุดอาจอยู่ที่เพียง 2-3% เท่านั้น แต่เชื่อว่าในปีหน้าจะกลับมาดีขึ้น
นายวิทัย กล่าวถึงเศรษฐกิจในภาคใต้ มองว่าเป็นภูมิภาคที่มีแต้มต่อจากทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น ทั้งการท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร ทำให้ในอดีต GDP ของภาคใต้มักเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางสูงเพราะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 80% ซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากจีนและมาเลเซีย
ด้านภาคเกษตรซึ่งมีสัดส่วนถึง 32% ของ GDP ภาคใต้ ยังประสบปัญหาการผลิตที่เน้นเพียงสินค้าขั้นต้นและมูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน นอกจากนี้ยังมีประเด็น ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง โดยรายได้กระจุกตัวอยู่ใน 4 จังหวัดหลักคือ ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี, สงขลา และนครศรีธรรมราช ซึ่งรายได้ของคนภูเก็ตสูงกว่าคนนราธิวาสถึง 7 เท่า
ทั้งนี้ การฟื้นตัวที่เป็นแบบ K-Shaped อย่างชัดเจน โดยธุรกิจขนาดใหญ่และธนาคารพาณิชย์ยังมีกำไรดีและเข้าถึงเงินทุนง่าย แต่ SME และรายย่อยกลับได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนพลังงานและอาหารที่พุ่งสูงขึ้น
ในส่วน ธปท. ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก และนโยบายการเงิน ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1% ต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ และการเข้าถึงสินเชื่อ เช่น ออกโครงการ Credit Boost (ค้ำประกันสินเชื่อ), Secure Plus และกำลังจะเปิดตัว SME Portal เพื่อเป็นตลาดกลางเชื่อมโยง SME กับธนาคาร
นายวิทัย ระบุว่า จากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบในอดีตวิกฤติเศรษฐกิจโลกหรือ Global Shock มักเกิดขึ้นทุกๆ 6-10 ปี เช่น สงครามอ่าวเปอร์เซีย, วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 หรือวิกฤติการเงินโลก แต่ในปัจจุบันความไม่แน่นอน (Uncertainty) ได้กลายเป็น New Normal ที่เกิดขึ้นแทบจะรายปี ตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ในยุคทรัมป์ 1, การแพร่ระบาดของโควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาจนถึงความขัดแย้งในอิหร่าน
“เราหนีความจริงไม่ได้ เราต้องปรับตัว เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ ต้องสร้างความยืดหยุ่นและทำให้ภาคธุรกิจมีความเป็น Resilience มากขึ้น และยุคของโลกาภิวัตน์ (Globalization) แบบเดิมที่เปิดเสรีการค้าไร้พรมแดนได้จบลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วยยุค Geopolitics และ Geoeconomics ที่มีการแบ่งขั้วอำนาจเศรษฐกิจ และการใช้มาตรการทางภาษีและการกีดกันทางการค้าเป็นเครื่องมือในความขัดแย้ง”
ผู้ว่าฯธปท. กล่าวย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านของ ธปท. ภายใต้สโลแกน “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือติดดิน” โดยเฉพาะคำว่า “ยื่นมือติดดิน” ที่หมายถึงการปรับตัวให้ใกล้ชิดกับปัญหาจริงของประชาชนและภาคธุรกิจภูมิภาค
“โลกเปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนต้องปรับตัว แบงก์ชาติเองก็ปรับตัวเยอะมาก เราพยายามดึงอำนาจมาใช้อย่างเต็มที่เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับช็อกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”



