เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดการประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการ ททท. ปี 70 เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านการตลาด เพื่อใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนภารกิจขององค์กรเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของภูมิภาค และยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากการเติบโตเชิงปริมาณสู่การสร้างมูลค่าสูง
รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงฯยังไม่ปรับลดเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวปี 69 นี้ แต่อย่างใด แม้ต้องผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศและความผันผวนของตลาดนักท่องเที่ยวโลก โดยยังคงเป้าหมายที่ 2.75-2.76 ล้านล้านบาท และยังคงผลักดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยที่ 33 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 32 ล้านคน โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารทั้งโอกาสและปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ส่วนสถานการณ์ในปี 70 กระทรวงฯจะทบทวนกรอบเป้าหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แม้เบื้องต้นได้กำหนดรายได้ไว้ที่ประมาณ 2.76 ล้านล้านบาท แต่หากภาวะตลาดฟื้นตัวดีกว่าคาด ก็พร้อมปรับเป้าหมายเชิงนโยบายเพิ่มขึ้นอีก 5-7% หรืออยู่ในระดับประมาณ 2.8-2.9 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 33 ล้านคน ซึ่งการกำหนดเป้าหมายไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของนักเดินทาง รายได้ต่อหัว และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีความยั่งยืนมากขึ้น และในวันที่ 15 ก.ค.นี้จะหารือร่วมกับภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวเพื่อรับฟังข้อเสนอการจัดทำมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในปี 70 เพื่อกำหนดนโยบายร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน
นอกจากนี้ในวันที่ 16-20 ก.ค.นี้ กระทรวงท่องเที่ยวฯและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือททท. ได้ร่วมเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เฉินตูและเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับคณะของนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของจีน ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า และความร่วมมือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งยังคงเป็นตลาดหลักของประเทศไทย

“การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย โดยเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และโปร่งใส มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาความเชื่อมั่นของตลาด อย่างกรณีเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ถือเป็นบทเรียนที่สะท้อนว่าความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญ และการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และสร้างความเข้าใจต่อสังคม มีบทบาทอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของประเทศ”
น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวคุณภาพให้ได้ปีละ 10% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 10% ผ่านการทำตลาดเชิงคุณภาพ และการพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางแต่ละกลุ่ม รวมทั้งจะขยายตลาดระยะไกล มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับตลาดยุโรปตะวันออก เช่น โปแลนด์, เบลารุส, แอฟริกาใต้, บราซิล, เม็กซิโกและโคลัมเบีย เป็นต้น เพราะเชื่อว่าตลาดเหล่านี้มีโอกาสเติบโตมากขึ้นจากการเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ดีขึ้น โดยจะทำควบคู่ไปกับกับการรักษาฐานตลาดหลักในยุโรปและเอเชีย เพื่อสร้างนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่และกระตุ้นการเดินทางซ้ำ ขณะที่ตลาดในประเทศได้ตั้งเป้าหมายให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทาง 3 ครั้งต่อคนต่อปี จากปัจจุบันเฉลี่ยที่ 2 ครั้ง

“ปี 70 นี้ ททท.ได้ตั้งเป้าหมายเป็นปีแห่งทรานฟอร์มขององค์กร โดยจะปรับรูปแบบการตลาดจากการขายแหล่งท่องเที่ยว ไปสู่การสร้างประสบการณ์และความทรงจำ พร้อมผลักดันแนวคิดวิสิทเตอร์ อีโคโนมี่ ที่ให้ความสำคัญกับผู้เดินทางทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักลงทุน นักศึกษา หรือผู้เดินทางเพื่อสุขภาพ รวมทั้งจะนำเอไอและดาต้ามาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมนักเดินทาง พัฒนาการสื่อสารการตลาด และสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยจะมุ่งสร้างฐานข้อมูลคุณภาพ เพื่อให้ระบบเอไอและแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดี และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว”



