จากกรณีที่เกิดข้อถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของทีมกู้ชีพในเหตุไฟไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” โดยเฉพาะประเด็นการไม่ทำการกู้ชีพ (CPR) ให้กับผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ ล้อทวีสวัสดิ์ อุปนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นหลักปฏิบัติสากลของระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั่วโลก ภายใต้ระบบ Triage หรือการคัดแยกผู้ป่วยตามระดับความเร่งด่วน การช่วยเหลือผู้ป่วยก่อนถึงโรงพยาบาล หรือ Pre-Hospital/Scene Triage เป็นกระบวนการสำคัญที่เจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ใช้ประเมินผู้บาดเจ็บตั้งแต่จุดเกิดเหตุ เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนของผู้ป่วย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ช่วยชีวิตผู้ที่ยังมีโอกาสรอดให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งบริหารทรัพยากรบุคลากร และอุปกรณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“การคัดแยกผู้ป่วยไม่ใช่การเลือกว่าจะช่วยใครหรือไม่ช่วยใคร แต่เป็นการตัดสินใจทางการแพทย์ภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ เพื่อให้สามารถช่วยชีวิตคนได้มากที่สุด” พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ กล่าว
พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ อธิบายว่า แนวทางของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กำหนดให้มีการคัดแยกผู้ป่วยออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่
สีดำ (Deceased/Expectant) ผู้ที่เสียชีวิตแล้ว หรือมีการบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถช่วยชีวิตได้ แม้จะใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างเต็มที่
สีแดง (Immediate/Critical) ผู้ป่วยวิกฤติที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที เช่น หยุดหายใจ ทางเดินหายใจอุดกั้น เสียเลือดรุนแรง หรือหมดสติจากสาเหตุไม่ทราบแน่ชัด หากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วมีโอกาสรอดชีวิตสูง
สีเหลือง (Delayed/Urgent) ผู้ป่วยบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยรุนแรง แต่ยังสามารถหายใจเองได้ ระบบไหลเวียนโลหิตยังคงทำงาน และสามารถรอการรักษาได้ในช่วงเวลาหนึ่ง
สีเขียว (Minor) ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง ยังเดินได้เอง รู้สึกตัวดี บาดเจ็บเล็กน้อย สามารถรอรับการรักษาได้
พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ กล่าวว่า ในกรณีเกิด Mass Casualty Incident (MCI) หรืออุบัติเหตุหมู่ ซึ่งมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากเกินกว่าทรัพยากรที่มีอยู่ ระบบ Triage จะมีบทบาทสำคัญในการจัดลำดับการช่วยเหลือ สำหรับผู้ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีดำ ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิต หรือมีอวัยวะสำคัญเสียหายจนไม่มีโอกาสรอดชีวิต การทำ CPR ในสถานการณ์อุบัติเหตุหมู่จะไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากต้องใช้ทั้งบุคลากร เวลา และอุปกรณ์จำนวนมาก ขณะที่ผู้ป่วยสีแดงรายอื่นยังมีโอกาสรอดหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
“ตามหลักสากล หากเป็นเคสที่ประเมินแล้วว่าเสียชีวิต หรือไม่สามารถกู้ชีพได้ การไม่ทำ CPR ไม่ใช่การทอดทิ้งผู้ป่วย แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยผู้ป่วยรายอื่นที่ยังมีโอกาสรอดชีวิต ซึ่งเป็นหัวใจของระบบ Triage” พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ ระบุ
พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ กล่าวอีกว่า การบริหารจัดการผู้ป่วยก่อนถึงโรงพยาบาล หรือ Pre-Hospital Management มีความซับซ้อนกว่าการรักษาภายในโรงพยาบาล เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องทำงานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด ทั้งด้านบุคลากร อุปกรณ์ สภาพแวดล้อม ความปลอดภัย และเวลาที่จำกัด จึงต้องอาศัยการประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว คัดแยกผู้ป่วย วางแผนการรักษาเบื้องต้น และตัดสินใจส่งต่อผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทรัพยากรทุกส่วนถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ เปิดเผยว่า ระบบดังกล่าวได้รับการพัฒนาจากบทเรียนสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าอะคาเดมีติดถ้ำหลวง เมื่อปี 2561 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภารกิจกู้ภัยที่ซับซ้อนที่สุดของโลก ต่อมาในการประชุม EMS Forum 2019 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้เชิญตนไปถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินในภารกิจดังกล่าว ภายใต้หัวข้อ Pre-Hospital Management : Triage – Stabilize – Refer แนวทางดังกล่าวประกอบด้วย 3 ขั้นตอนสำคัญ คือ การคัดแยกผู้ป่วย (Triage) การทำให้ผู้ป่วยมีอาการคงที่ก่อนเคลื่อนย้าย (Stabilize) และการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่เหมาะสม (Refer) ซึ่งต่อมาถูกเผยแพร่ในเวทีวิชาการระดับนานาชาติ และได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นแบบการบริหารจัดการผู้ป่วยในสถานการณ์วิกฤติที่มีทรัพยากรจำกัด
พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่สังคมควรทำความเข้าใจคือ Triage ไม่ใช่เพียงการติดป้ายสีผู้ป่วย แต่เป็นกระบวนการตัดสินใจทางการแพทย์ที่มุ่งช่วยชีวิตผู้คนให้ได้มากที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรและเวลาที่มีอยู่ ดังนั้น การไม่ทำ CPR กับผู้เสียชีวิตในเหตุอุบัติเหตุหมู่ จึงเป็นหลักปฏิบัติที่ยึดตามมาตรฐานสากล และมีเป้าหมายเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วยที่ยังมีโอกาสรอดให้มากที่สุด ไม่ใช่การละเลยการช่วยเหลือผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด.



