หากใครได้ไปเยือนอาคารที่ทำการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส สำนักงานใหญ่ ที่ริมถนนวิภาวดีรังสิต จะสัมผัสได้ถึงความร่มรื่นพื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่หลากหลาย นำมาซึ่งสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจอย่างนกนับ 10 สายพันธุ์
“Thai PBS ชีวิตติดปีก Photo Contest” เป็นกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนกที่ได้รับความสนใจจากนักดูนกทั่วประเทศ โดยศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย (Bird Conservation Society of Thailand: BCST) จัดขึ้น เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์นกและธรรมชาติผ่านภาพถ่าย ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2569 ไทยพีบีเอสจัดงานมอบรางวัล “ชีวิตติดปีก Photo Contest 2569” ณ ลานไม้ ไทยพีบีเอส เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์นกและธรรมชาติผ่านพลังการสื่อสารด้วยภาพถ่าย พร้อมจัดกิจกรรมดูนกในพื้นที่ของไทยพีบีเอส

ภายในงานยังมีกิจกรรม Mini Bird Walk ชวนผู้เข้าร่วมสำรวจและเรียนรู้นกหลากชนิดในพื้นที่ไทยพีบีเอส โดยวิทยากรจากสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย พร้อมพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทภาพนิ่งจากโทรศัพท์มือถือ “นกบ้านฉัน” ประเภทภาพนิ่งระดับเยาวชน ประเภทภาพนิ่งระดับประชาชนทั่วไป และประเภทคลิปสั้น ก่อนปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมนิทรรศการ “ชีวิตติดปีก” ที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายจากการประกวดมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ชื่นชม
ไฮไลต์ของงาน ได้แก่ การเสวนาหัวข้อ “ภาพถ่ายนกกับพลังการสื่อสารเพื่อการอนุรักษ์” โดยสมิทธิ์ สุติบุตร์ และบารมี เต็มบุญเกียรติ ช่างภาพสัตว์ป่าและธรรมชาติ ผู้ดำเนินรายการสารคดี Full Frame ที่ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ “จริยธรรมในการถ่ายภาพสัตว์และธรรมชาติ” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการถ่ายภาพอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

พบนกกว่า 40 ชนิดในไทยพีบีเอส
นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ได้เป็นประธานกล่าวเปิดงานว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ เกิดจากพื้นที่ของไทยพีบีเอส ซึ่งแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีความอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยต้นไม้ และเป็นแหล่งพักพิงของนกกว่า 40 ชนิด เปรียบเสมือนสวนสาธารณะขนาดย่อมกลางกรุงเทพฯ และในฐานะสื่อสาธารณะที่มีโลโก้เป็นรูปนก ไทยพีบีเอสจึงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติ โดยเชื่อว่าการส่งเสริมให้คนในสังคมหันมาสนใจการดูนก จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้ระบบนิเวศ สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และต่อยอดสู่การอนุรักษ์ธรรมชาติในวงกว้าง

นายวันชัย กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างขนาดพื้นที่กับจำนวนชนิดพันธุ์นกใจกลางเมืองแล้วถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก การจัดกิจกรรมดูนกในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อกระตุ้นและสนับสนุนให้ทุกคน โดยเฉพาะเยาวชนได้ตระหนักถึงสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมโลกเดียวกับเรา ซึ่ง”นก” ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่สังเกตได้ง่ายที่สุดและหากเราเปิดใจสังเกตอย่างจริงจัง ก็จะพบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
“ในประเทศไทยมีนกมากกว่า 1,000 ชนิด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ แสดงให้เห็นว่าประเทศของเรามีความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ การฝึกสังเกตและดูนกไม่เพียงแต่ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติ แต่ยังช่วยขัดเกลาจิตใจให้เราเป็นคนละเอียดอ่อน และเข้าใจเพื่อนมนุษย์ได้ดีขึ้นเพราะผู้คนรอบตัวเราต่างก็มีความหลากหลายและแตกต่างกันเช่นเดียวกับนกที่เราไม่สามารถตัดสินความสวยงามได้จากการมองเพียงภายนอกในระยะไกล แต่ต้องอาศัยความใส่ใจเพื่อที่จะรู้จักและเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของแต่ละบุคคล” ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ให้มุมคิดที่ได้จากการดูนก

กิจกรรมดูนกได้เห็นวิถีชุมชน
นายวันชัย กล่าวในเวทีเสวนาว่า การถ่ายภาพนกต้ องใช้ความพยายามมากกว่าการถ่ายภาพประเภทอื่น ๆ ต้องเฝ้าและตื่นแต่เช้าหรือไม่ก็ใช้เวลาช่วงเย็น เพราะธรรมชาติของนกจะหลบคน ดังนั้นไม่ใช่ว่าจะเดินทางไปครั้งเดียวจะถ่ายภาพนกได้ ดังนั้นภาพที่ได้จึงใช้ความพยายามสูงสุด นอกจากนี้ผู้ถ่ายภาพนกต้องเข้าใจธรรมชาติของนก เพราะนกแต่ละชนิดมีวิถีชีวิตที่ต่างกัน ขณะเดียวกันนกจะเคลื่อนที่เกือบตลอดเวลา จึงต้องอาศัยความชำนาญในการจับจังหวะและโฟกัสภาพให้ได้

ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง กรรมการสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นกเป็นประตูบานแรกที่พาทุกคนเข้าสู่ธรรมชาติ สภาพแวดล้อมในบ้านเรามีนก เช่นนกในสวนหน้าบ้าน สวนสาธารณะ เป็นสิ่งที่เราเห็นง่าย เมื่อเราเริ่มสังเกตนก ก็จะเริ่มเรียนรู้ว่านกแต่ละชนิดมีสีสันและพฤติกรรมแตกต่างกันอย่างไร กินอาหารต่างกัน หลังจากนั้นนกพาไปสู่ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นนกในเมืองหรือต่างจังหวัด เช่นพื้นที่ดูนกในต.ปากทะเล อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นนกธรรมชาติที่อยู่ในวิถีชุมชนนั้น นกในพื้นที่แห่งนี้นำมาซึ่งการท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนชุมชนสามารถขายสินค้าท้องถิ่น เช่นเกลือสปาได้ เช่นเดียวกับพื้นที่ห้วยจระเข้มาก จ.บุรีรัมย์ ที่นี่มีกิจกรรมตั้งแคมป์ดูนก ชุมชนก็สามารถขายอาหารให้แก่นักดูนกได้

จริยธรรมถ่ายภาพนกกระดุมเม็ดแรก
ด้าน สมิทธิ์ กล่าวถึงกิจกรรมการประกวดว่า นอกจากให้ความสำคัญกับความสวยงาม เรื่องราวสีสันในภาพแล้ว สิ่งที่คณะกรรมการให้ความสำคัญสูงมาก ๆ เลยก็คือเรื่องจริยธรรมการถ่ายภาพ เสมือนติดกระดุมเม็ดแรกที่เราจะก้าวเข้าไปในธรรมชาติ ถ้าเกิดเราให้เกียรติสัตว์ ให้เขามีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นเงื่อนไขการพิจารณา จะดูกฎของอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์ เพราะห้ามใช้การต่อเสียง คือการใช้เสียงล่อนก เพราะว่าบางครั้งนกอยู่ช่วงที่ผสมพันธุ์ จับคู่ทำรัง หรือว่ามีรังอยู่แล้วคนไปขยับ และไม่ได้ใช้เวลาในการเฝ้ารอ อยากจะได้ภาพจึงใช้วิธีเปิดเสียง
“เมื่อเปิดเสียงเสร็จ พ่อนกมา แม่นกมาดูปุ๊บ มาเกาะในกิ่งที่เราหมายตาไว้ถ่ายรูปได้สวย ฉากหลังหลุด ถือว่าการก้าวก่ายและแทรกแซงธรรมชาติ เมื่อเราดูแล้ว มันมีสิ่งผิดปกติ มีการใช้เสียง มีการใช้หนอนล่อ จะโดนการตัดสิทธิ์เลย”
สมิทธิ์ บอกว่า ประสบการณ์การตัดสินภาพ ทำให้เข้าใจว่านักถ่ายภาพแต่ละคนมีข้อจำกัดด้านเวลาและโอกาสไม่เท่ากัน นักถ่ายภาพเมื่อเดินทางไปไกลก็อยากได้ภาพ และต้องยอมรับว่าการถ่ายภาพนกมีลักษณะนี้มาก ยกตัวอย่างเช่นนกที่ทำรังในโพรง แต่มีกิ่งไม้มาปักอยู่ อาจจะไม่ได้ผิดเพราะว่าไม่ได้ใช้เสียงใช้หนอน แต่เมื่อดูจากภาพผิดจากพฤติกรรม หรือบางครั้งในภาพสังเกตจะมีกิ่งไม้ที่ทิ้งรอยตัดกรรไกรไว้

ประสบการณ์รู้ภาพไหนรบกวนธรรมชาติ
ด้านบารมี ถ่ายทอดประสบการณ์ว่า ภาพที่ได้มาอาจจะไม่ใช่นกที่หายาก หรือเป็นนกขนาดใหญ่ แต่เป็นภาพ นกหากินอยู่ตามทุ่งนา นกอยู่ในป่าทึบ ภาพที่ออกมาไม่มีแสง ซึ่งการถ่ายภาพนกไม่ต่างจากการดูนก เพราะว่าเวลาเราถ่ายนกเราจะใช้เวลานานในการเฝ้าสังเกต เฝ้าดูว่านกจะเข้ามาในพื้นที่เป้าหมายเราหรือไม่ หรือว่าเราเดินไปแล้วเจอนกตรงนี้ เราอาจจะใช้วิธีรอ เพื่อที่ว่านกจะกลับมาในบริเวณนั้น
บารมี บอกว่า ปกติการถ่ายที่รัง ค่อนข้างจะการันตีได้ว่าเดี๋ยวนกจะมาแน่ แต่ถ้าหากว่านกรับรู้ว่า มีคนเข้าไปรบกวน แทนที่แม่จะเข้าป้อนหนอนวันละ 3-4 ครั้งแต่ปรากฏว่าบางทีตลอดทั้งวันแม่นกไม่เข้าไปป้อนอาหารเลย ดังนั้นช่างภาพต้องเข้าใจในจุดนี้ด้วย
วันชัย กล่าวเสริมว่า คนถ่ายภาพจะ มี 2 กลุ่ม กลุ่มที่เข้าใจแล้วก็จะเป็นอนุรักษ์ กลุ่มที่ 2 คือจะถ่ายอย่างเดียวมีอุปกรณ์พร้อม ยกตัวอย่างถ่ายนกในน้ำ เป็นภาพแอคชั่นนกบินลอยขึ้นจากน้ำ ช่างภาพบางคนแทนที่จะเฝ้ารอ กลับใช้หินขว้างลงน้ำให้นกตกใจบินขึ้นจึงได้ภาพสวย
“ดังนั้นในรายการ Full Frame ในซีรีส์ที่ที่ออกอากาศทางไทยพีบีเอส จึงพยายามใส่เรื่องราวของเรื่องของจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และทัศนคติที่ดีของคนที่จะเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเดินป่า ดูนก หรือว่าถ่ายภาพต่าง ๆ พยายามจะรบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด เพราะแม้เพียงการเดินเข้าไปในป่ายังไงก็เป็นการรบกวน” บารมี ช่างภาพสัตว์ป่าและธรรมชาติ ย้ำถึงความสำคัญของจริยธรรมในการถ่ายภาพธรรมชาติ

ภาพที่ได้รางวัลมาจากนกใกล้ฉัน
หาญณรงค์ สีคุณ วัย 23 ปี ผู้ชนะเลิศการประกวดประเภทภาพนิ่ง ระดับประชาชนทั่วไป ชื่อภาพ “แสงทองต้องปีก…สะกดทุกดวงตาของผู้คน” เล่าเบื้องหลังการถ่ายนี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ณ อุทยานเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปิดสปริงเกอร์รดน้ำสนามหญ้า สังเกตเห็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของนกแซงแซวหางปลา ที่มักจะบินลงมาโฉบจับแมลงอย่างคึกคัก เนื่องจากน้ำจากสปริงเกอร์ที่กระทบผืนหญ้าทำให้แมลงบินหนีขึ้นมาด้านบน ใช้เวลาเฝ้าดูยาวนานถึง 2 วัน เพื่อรอคอยจังหวะและทิศทางแสงที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเวลาประมาณ 15:30 – 17:00 น. เป็นช่วงที่แสงเอื้อต่อการถ่ายภาพมากที่สุด ซึ่งนกแซงแซวหางปลาจัดเป็นนกอพยพที่จะพบตัวได้เฉพาะในฤดูกาลอพยพเท่านั้น มีพฤติกรรมเด่นคือชอบกินแมลงเป็นอาหาร และชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่โล่งกว้าง ทำให้สามารถพบเห็นนกชนิดนี้ได้ทั่วไปตามชุมชนเมือง

หาญณรงค์ กล่าวว่า ดีใจกับรางวัลที่ได้รับ ตัวเขาหลงรักการดูนกตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย จากการเข้าค่ายศึกษาธรรมชาติ ก่อนจะใช้เวลาว่างออกสำรวจธรรมชาติ ถ่ายภาพนก และบันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน eBird อย่างต่อเนื่อง มองว่าโครงการ “ชีวิตติดปีก” เป็นสื่อกลางที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนออกไปเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว และตระหนักว่าโลกใบนี้ยังมีนกและสิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่อาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์





