เมื่อสำรวจกฎหมายแล้วพบว่าการที่สถานประกอบการใดจะจดทะเบียนเป็นสถานบริการได้ ต้องอยู่ใน “โซนนิ่ง” ที่ประกาศไว้ตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2545 ส่งผลให้ร้านอาหารหรือสถานประกอบการอื่นๆ ที่ดำเนินกิจกรรมเหมือนสถานบริการไม่สามารถจดทะเบียนได้ รวมถึงกฎหมายที่ควบคุมตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 จึงไม่สามารถใช้บังคับเข้มงวดได้

การแก้ไขระเบียบและกฎหมาย จึงกลายเป็นเรื่องหลักที่จะทำให้เกิดความปลอดภัย ภายในสถานประกอบการท้ายสถานบริการ แต่การแก้ไขนั้นต้องอาศัยระยะเวลา ไม่สามารถทำได้ทันที สิ่งที่ทำได้ขณะนี้คือต้องทำอย่างไรให้สถานประกอบการที่มีกิจกรรมแบบสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะต่างๆ มีความปลอดภัยสูงสุด โดยไม่ต้องรอกฎหมาย

“ทีมข่าวเดลินิวส์” สอบถามความเป็นไปได้ และแนวทางทำให้โครงสร้างของสถานประกอบการในลักษณะเดียวกับร้านที่เกิดเพลิงไหม้มีความปลอดภัยมากขึ้น กับ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ  นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งระบุว่า ระบบความปลอดภัยในทางวิศวกรรม เริ่มตั้งแต่ระบบไฟฟ้า โดยระบบไฟฟ้า สายไฟ ต้องทนความร้อน

รวมถึงระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ที่บางครั้งเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก ต้องมีช่วงเวลาให้คนหนีทัน จึงต้องมีระบบที่จะสามารถ “ตรวจจับควัน” ได้เร็วและแจ้งให้คนสามารถหนีได้เร็ว และต้องมีระบบดับเพลิง เช่น สปริงเกลอร์ ซึ่งเป็นระบบให้น้ำตกมาอัตโนมัติ เพื่อควบคุมความร้อนไม่ให้กระจายทั่วห้อง คนจะได้มีเวลาหนี

นอกจากนี้ ยังมีระบบที่เกี่ยวข้องทั้งระบบควบคุมวัสดุที่ใช้ โดยเฉพาะวัสดุตกแต่ง อย่างกรณีร้านที่เกิดเพลิงไหม้ล่าสุด มีการใช้โฟมพียูเป็นโฟมซับเสียง โฟมลักษณะนี้เป็นวัสดุที่ติดไฟง่าย หรือเรียกว่าเป็น “เชื้อเพลิง” ซ้ำยังปล่อยควันพิษออกมาอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าสูดดมเข้าไปก็เสียชีวิตได้

ขณะที่ระบบทางหนีไฟ อย่างประตูทางออกและประตูหนีไฟ ต้องมีจำนวนสอดรับผู้ใช้บริการ และมีขนาดความกว้างที่เหมาะสม ต้องเป็นประตูตามกฎหมายคือ ประตูที่ผลักออกในทิศทางที่จะหนีไฟออกไป ส่วนระบบระบายควันเมื่อสะสมมากต้องเปิดช่องธรรมชาติในอาคารให้ควันได้ออกไป หรือไม่ต้องใช้พัดลมดูดควัน

“ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องระบบโครงสร้างอาคาร ถ้าลุกลามจริงๆ โครงสร้างอาคาร หรือเสาปูนต่างๆ ต้องโดนความร้อนไปด้วย ก็ต้องกำหนดขนาดขั้นต่ำของตัวอาคาร เพื่อทำให้ไม่พังยวบลงมา ทั้งหมดนี้เป็นระบบที่ได้ถูกออกแบบไว้เพื่อรองรับอัคคีภัย”

ศ.ดร.อมร ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมกรณีที่สถานประกอบการหลายพื้นที่มีกิจกรรมเหมือนสถานบันเทิง แต่ไม่สามารถจดทะเบียนเป็นสถานบริการได้เพราะอยู่นอกโซนนิ่ง จึงต้องเลี่ยงใช้วิธีจดทะเบียนเป็นร้านอาหาร แล้วขออนุญาตจากตำรวจเรื่องขอใช้เสียง เพื่อจะได้เป็นร้านค้าแบบมีดนตรี แต่ปฏิบัติจริงก็ใช้รูปแบบสถานบันเทิง โดยมองว่าเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด

“เพราะเมื่อไปขอจดทะเบียนเป็นร้านอาหาร แต่ว่ามาประกอบกิจการจริงเป็นสถานบันเทิง ก็ไม่ถูกตั้งแต่แรกแล้ว ที่บอกว่าทำไม่ถูก เพราะการจดทะเบียนเป็นร้านอาหาร ทั้งเกณฑ์ ทั้งระบบ ทั้งมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยต่ำมาก เพราะร้านอาหารไม่ได้มีสภาพเสี่ยงอันตรายในลักษณะเดียวกับสถานประกอบการ แต่หากจดทะเบียนเป็นสถานประกอบการ จะมีกฎกระทรวงควบคุมให้ทำตามระบบต่างๆ และเข้มงวดกว่ามาก”

ส่วนจะทำอย่างไรให้มีความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุม ศ.ดร.อมร ระบุ กฎหมายมีอยู่แล้ว แต่เป็นกฎหมายที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สถานบริการฯ ต้องขยายขอบเขตของกฎกระทรวงให้ครอบคลุมกับร้านอาหารที่ประกอบกิจการแบบสถานบันเทิง

ระหว่างช่วงรอแก้ไข แม้เป็นกฎกระทรวง แต่ก็ใช้ระยะเวลานานหลายเดือน หรืออาจจะเป็นปี เฉพาะหน้านี้ต้องใช้มาตรการตรวจสอบเข้มข้น ยกตัวอย่าง ร้านอาหารที่จะประกอบกิจการเป็นสถานบันเทิง เจ้าหน้าที่ต้องไปตรวจสอบว่า วัสดุตกแต่งติดไฟง่ายหรือไม่ มีทางออกที่ใช้หนีไฟใช้การได้จริงหรือไม่ ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้มีมาตรการความปลอดภัย ก็สามารถสั่งให้เจ้าของอาคารแก้ไข โดยใช้กฎกระทรวงในเรื่องการปรับปรุงแก้ไขอาคารเก่าได้เช่นกัน.

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน