เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่อาคารเรียนรวม ห้อง 58101 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จ.ปัตตานี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน และนายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน บรรยายวิชาหลักรัฐศาสตร์ให้นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 ในหัวข้อ “รัฐโปร่งใสและรัฐก้าวหน้ากับกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้” โดยเปิดให้นักศึกษาถามคำถาม
ช่วงหนึ่งตัวแทนนักศึกษา ถามถึง กระบวนการเจรจาสันติภาพ นายรอมฎอน กล่าวว่า ตนมองว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต่างจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยตรงที่ใส่ใจสันติภาพมากขึ้น หลังจากที่มีการตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้คนปัจจุบัน และมีการตั้งคณะทำงาน ซึ่งมีภารกิจไปคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็นและคุยกับประชาชนในพื้นที่ โดยข่าวดีที่เราเห็นคือดูเหมือนกระบวนการที่หยุดชะงักไปสองปี ตอนนี้เริ่มขึ้นมาบนรางอีกครั้ง มีการพูดคุยกันวงเล็ก โดยคณะทำงานเชิงเทคนิค ซึ่งถือมีความคืบหน้าอยู่บ้าง และอาจจะมีผลสัมฤทธิ์ของการพูดคุยเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
นายรอมฎอน กล่าวต่อว่า เรื่องสำคัญที่ต้องทำคือทั้งสองฝ่ายต้องตกลงทำงานด้วยกัน นั่นคือการยุติความรุนแรงชั่วคราวในกรอบเวลาประมาณ 30-40 วัน ซึ่งเคยทำมาแล้วหลายปีก่อนแม้จะมีทั้งล้มเหลวและสำเร็จ แต่ความท้าทายของกระบวนการนี้คือประชาชนในพื้นที่ไม่รู้ว่ามีความคืบหน้าบ้างอะไรในการพยายามสร้างสันติภาพ จึงยากมากที่จะได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ยังมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางแบบนี้ นั่นคือคนที่ได้ประโยชน์จากความรุนแรงและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ แต่ขอให้ติดตามการทำงาน

มีนักศึกษาถามว่า พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีปัญหาเรื่องความมั่นคง พรรคประชาชนมีนโยบายและแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าว อย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุตากใบในปี 2547 จนถึงปัจจุบัน งบประมาณของประเทศลงมาที่ภาคใต้ประมาณ 6 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงที่ได้รับงบประมาณเกินครึ่งคือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แต่เราไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ว่างบฯ ที่นำมาลงภาคใต้นั้น สามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ฉะนั้น ตนมองว่าวิธีการแก้ปัญหาอย่างแรกคือต้องทำทุกอย่างให้มีความโปร่งใสก่อน
ด้านนายรังสิมันต์ กล่าวเสริมว่า หาก กอ.รมน. มีงบประมาณ และมีข้อมูลมาก หากมันจบ มันจบไปนานแล้ว ฉะนั้น ส่วนตัวตนคิดว่าหากเรามาวิเคราะห์เรื่องสามจังหวัดชายแดนใต้ มันมีหลายโจทย์ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการคลี่คลาย ความไว้วางใจต่อรัฐ และความความรู้สึกในเรื่องของการถูกเลือกปฏิบัติ หากประชาชนไม่เชื่อมั่นในความยุติธรรมและไม่เชื่อมั่นในรัฐ ทุกปัญหาจะแก้ไขได้ยากมาก ตนคิดว่าวันนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการเจรจาสันติภาพ และส่วนตนค่อนข้างคาดหวังจากนายฐนัตถ์ ที่น่าจะมีมุมมองอะไรที่เข้าใจโลกมากยิ่งขึ้น การใช้กำลังบังคับไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไร เพราะการบังคับจะนำไปสู่การต่อต้าน
“ปัจจุบันโครงสร้างของ กอ.รมน. ไปต่อไม่ได้แล้ว และจำเป็นต้องมีการยุบหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างขนานใหญ่ เนื่องจากติดหล่มปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อนและการใช้แนวคิดทางการทหารที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน บทบาทของ กอ.รมน. แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่มีปัญหาแตกต่างกัน คือ 1.ในพื้นที่จังหวัดทั่วไปนอกเหนือจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กอ.รมน. ได้เข้าไปมีบทบาททับซ้อนกับหน่วยงานพลเรือนในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติดหรือการจัดการปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งบ่อยครั้งพบข้อจำกัดในเรื่องความโปร่งใสและการประสานงาน เช่น กรณีปัญหาที่ดินทับลานที่ไม่สามารถให้คำตอบหรือความร่วมมือกับกลไกตรวจสอบได้ จึงถูกมองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมี กอ.รมน. ในพื้นที่ทั่วไปอีกต่อไป
2.ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ สำหรับบทบาทของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งเป็นกลไกหลักในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ยอมรับว่าไม่สามารถสั่งยุบลงฉับพลันได้เนื่องจากจะทำให้เกิดสุญญากาศในการทำงาน แต่จำเป็นต้องมีแผนการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน โดยเสนอให้โอนย้ายบทบาทและภารกิจไปเพิ่มศักยภาพให้หน่วยงานพลเรือน เช่น ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวมถึงการส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น หากเรายังยึดติดกับโครงสร้างเดิมๆ แต่หวังให้ผลลัพธ์ดีขึ้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ย้ำว่า หัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ คือการเปลี่ยนกรอบความคิด จากการใช้ทหารนำการเมือง มาเป็นการใช้แนวคิดแบบพลเรือนอย่างแท้จริง”




