เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมประชุมกับห้างค้าส่ง-ค้าปลีก และผู้ผลิตสินค้าชั้นนำกว่า 80 ราย เพื่อติดตามสถานการณ์สินค้า 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม, ของใช้ประจำวัน, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ยางรถยนต์ และพลาสติก
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสินค้าและวัตถุดิบในประเทศเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เคยประสบปัญหาต้นทุนพุ่งสูงจากภาวะราคาน้ำมันแพงในช่วงเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงวิกฤติพลังงานดังกล่าว กลุ่มสินค้าที่มีพลังงานเป็นต้นทุนตรง เช่น เม็ดพลาสติก และปุ๋ยเคมี ได้รับการบริหารจัดการให้มีปริมาณที่เพียงพอและปรับราคาตามกลไกต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทว่าในปัจจุบันเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปตรวจสอบโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับลดราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน
ส่วนผลการหารือพบว่าผู้ประกอบการมีปริมาณสินค้าสำรองอย่างเพียงพอ และต้นทุนการผลิตเริ่มลดลงจากช่วงเดือนเมษายน ส่งผลให้ทิศทางราคาสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยกลุ่มสินค้าของใช้ประจำวัน เช่น สบู่ แชมพู และยาสีฟัน เริ่มทยอยปรับราคาลดลงให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ขณะที่ห้างค้าส่งและค้าปลีกมีแนวโน้มที่จะปรับลดค่าธรรมเนียม GP (Gross Profit) ลงตามต้นทุนที่ลดลงด้วย สำหรับสินค้าจำเป็นอย่างน้ำมันปาล์มขวดและข้าวสารถุง จะยังคงตรึงราคาเดิมไว้ พร้อมร่วมมือกับทางห้างสรรพสินค้าจัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
ด้านมาตรการดูแลอาหารจานเดียว ซึ่งมีโครงสร้างต้นทุนแบ่งเป็น ต้นทุนทางตรง (ค่าเช่าที่ ค่าก๊าซหุงต้ม และวัตถุดิบ) และ ต้นทุนแฝง (ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา) นั้น ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันดูแลเพื่อลดภาระในทุกด้าน โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ที่รับผิดชอบด้านวัตถุดิบ ระบุว่าราคาวัตถุดิบส่วนใหญ่เริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา
โดยสินค้าควบคุมสำคัญ เช่น น้ำตาลทรายขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และนม จะไม่มีการปรับขึ้นราคาอย่างแน่นอน ขณะที่กลุ่มเครื่องปรุงรส เช่น ซีอิ๊ว เกลือป่น น้ำปลา ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ รวมถึงสินค้าเกษตรและพืชผักตามฤดูกาล อาทิ กุ้งขาว, กวางตุ้ง, ถั่วฝักยาว, ผักบุ้งจีน, ผักกาดขาว, กะหล่ำปลี, พริกขี้หนูจินดา และมะนาว ต่างปรับราคาลดลงมาแล้วเช่นกัน
สำหรับความคืบหน้าโครงการ “ข้าวแกงราคาประหยัด” ทางกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนให้ครบถ้วนก่อนพิจารณาเดินหน้าต่อ โดยในระหว่างนี้จะมุ่งเน้นการกำกับดูแลราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารจานเดียวเป็นกรณีพิเศษ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนในทุกมิติ
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเพิ่มทางเลือกและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดงานจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ณ ที่ว่าการอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการจัดงานไปแล้ว 5 ครั้งในทุกวันศุกร์ของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา



