เมื่อวันที่ 18 ก.ค. เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเฉิงตู ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ Tianfu International Convention นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับบริษัทเอกชนชั้นนำของจีนแบบรายบริษัท (one-on-one) ได้แก่ บริษัท Xiaomi Corporation บริษัท ChangAn Automobile บริษัท Innolight Technology และ บริษัท Eoptolink Technology
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพบปะกับเอกชนชั้นนำของจีนวันนี้ ทำให้ทราบว่าเอกชนสนใจเข้ามาลงทุนอย่างมาก เพราะเห็นว่าไทยมีข้อได้เปรียบ ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ โดยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อม โดยเฉพาะระบบนิเวศ (eco system) ที่เอื้อต่อการลงทุน เช่น พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า บุคลากรที่มีทักษะ การอำนวยความสะดวกภาครัฐให้กับนักลงทุนภายใต้โครงการ Thailand FastPass และสิทธิประโยชน์ของ BOI หลายบริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว จึงมีแผนที่จะขยายการลงทุน รวมไปถึง บริษัทที่จะขยายการลงทุนนอกประเทศจีน ก็สนใจและมองมาที่ประเทศไทยเพื่อการลงทุนด้วย
“การพบปะนักลงทุนจีนในครั้งนี้ไม่ได้มารับฟัง แต่เป็นการสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตที่เอื้ออำนวยและไทยจะช่วยให้เอกชนบรรลุเป้าหมายสูงสุดของหารลงทุนของเขาได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นอกจากจะสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนแล้ว รัฐบาลยังได้รับทราบข้อเสนอแนะที่จะร่วมมือกันต่อไปโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทุกบริษัทเห็นพ้องว่าการลงทุนไม่ใช่เพียงแค่การตั้งโรงงานและใช้ทรัพยากรในประเทศ แต่ให้ความสำคัญกับ R&D รวมทั้ง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างทรัพยากรบุคคลด้วย ตอกย้ำไทยมีความพร้อมในอุตสาหกรรมใหม่ และ AI สอดรับกับที่ IMF เสนอรายงานว่า ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรม AI 4 อันดับแรกของโลก รวมทั้งอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลก
สำหรับรายละเอียดของการหารือกับแต่ละบริษัท 1. บริษัท Xiaomi Corporation โดย Mr. LAM Alain Vice President and CFO, Xiaomi Corporation ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ดำเนินธุรกิจด้านอุปกรณ์อัจฉริยะ IoT, AIoTและ Smart Devices อาทิ สมาร์ตโฟน Xiaomi, Redmi, Tablet, Laptop, อุปกรณ์ Smart Home และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งปัจจุบันธุรกิจ EV ของ Xiaomi ดำเนินการด้านการผลิต วิจัยและพัฒนา และจำหน่ายในจีนเป็นหลัก โดยมีแผนขยายตลาดต่างประเทศ พร้อมจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา ด้านการออกแบบยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมองว่าการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายกิจกรรม รวมทั้งการส่งออกไปยังภูมิภาคยุโรปด้วย
2. บริษัท ChangAn Automobile โดย Mr. ZHU Huarong, Party Secretary and Chairman of Chongqing ChanganAutomobile Group Co., Ltd., ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน และเป็นรัฐวิสาหกิจชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจผลิตรถยนต์ทั้งเครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ มีฐานการผลิต ศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงเครือข่ายจำหน่ายในกว่า 129 ประเทศทั่วโลก แจ้งว่า เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกในต่างประเทศที่จังหวัดระยอง เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวาสำหรับตลาดอาเซียนและตลาดโลก รวมทั้งจัดตั้งสำนักงานธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) และศูนย์วิจัยและพัฒนา เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจมูลค่าสูง
3. บริษัท Innolight Technology นำโดย Mr. Liu Sheng ประธานกรรมการบริหาร บริษัทดำเนินธุรกิจหลักด้านโมดูลรับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceivers) อันดับต้นๆ ของโลก เชี่ยวชาญด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มีประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด และเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาที่สำคัญ เน้นการพัฒนาและผลิตการใช้งานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) มุ่งเพิ่มการใช้พลังงานสีเขียวในการผลิตหลัก มีรายงานว่า มีการจ้างงานบุคลากรและนักวิจัยไทย มีแผนขยายความร่วมมือด้าน R&D เพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ

และ 4.บริษัท Eoptolink Technology นำโดย Mr. Gao Guangrongประธานกรรมการบริหาร โดยบริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ผลิต และจำหน่ายอุปกรณ์ Optical Transceivers ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการด้าน AI Computing และ Cloud Data Center และเป็นหนึ่งในผู้ผลิต Optical Transceiver รายสำคัญของจีน รวมถึงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก อาทิ Google, Microsoft และ Amazon ปัจจุบันใช้ไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกและแห่งเดียวของบริษัทนอกประเทศจีน มีการจ้างงานกว่า 8,000 อัตราในจังหวัดชลบุรีและระยอง ได้ยืนยันกับรัฐบาลไทยขยายกำลังการผลิตและแผนการลงทุนเพิ่มเติมในไทย เพื่อเสริมสร้างให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในไทย



