จากกรณีคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเอกฉันท์ชี้ขาดปมปัญหา ศ.คลินิก นพ.สรณ  บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ จึงถือว่า ได้สละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่ง กรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ของ พ.ร.บ.กสทช.

ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพการบริหารงานขององค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าในแง่การขับเคลื่อนภารกิจ ของสำนักงาน กับ 6 กสทช. ที่เหลือ กรณีที่ ประธาน กสทช.ต้องหยุดปฎิบัติหน้าที่ และกระบวนการสรรหาทดแทน จะดำเนินไปต่ออย่างไร 

แหล่งข่าว จาก กสทช.  บอกถึงแนวทางการปฏิบัติงานหลังจากนี้ว่า โครงสร้างของ กสทช. ยังคงสามารถเดินหน้าต่อได้โดยไม่เกิดสภาวะสุญญากาศ ในส่วนของแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คนนั้น กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าสามารถดำเนินการประชุมและลงมติในวาระต่าง ๆ ได้ตามปกติ ยกเว้นกรณีที่กรรมการลดลงจนเหลือเพียง 4 คนเท่านั้นจึงจะไม่สามารถทำงานได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความคลุมเครือในปัจจุบันทำให้บอร์ดทั้ง 6 คนอาจยังไม่กล้าเปิดประชุมเพื่อ “เลือกประธาน กสทช. คนใหม่” ทันที เนื่องจากต้องรอความชัดเจน ว่า หน่วยงานใด  ว่าจะเป็น สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา  หรือ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  จะมีหนังสือสั่งการแจ้งกลับมายังสำนักงาน กสทช. อย่างเป็นทางการเมื่อใด

อย่างไรก็ตามระหว่างที่รอความชัดเจน บอร์ดที่เหลือ 6 คนสามารถใช้แนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้งานบริหาร และการทำงานของสำนักงาน กสทช. เดินหน้าต่อได้ ในการประชุมบอร์ด โดยการใช้อำนาจเลือก “ประธานในที่ประชุม” จาก กรรมการ กสทช.ที่เหลือ 6 คน เป็นคราว ๆไป เพื่อทำหน้าที่ควบคุมการประชุม และหากมีวาระสำคัญ เช่น การออกใบอนุญาตประกอบกิจการ หรือการอนุมัติงบประมาณ ที่ประชุมสามารถลงมติเห็นชอบแล้วมอบหมายให้กรรมการคนใดคนหนึ่ง ที่ได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุมเป็นผู้ลงนาม (เซ็นเอกสาร) แทนประธาน กสทช. ได้ทันที

ซึ่งเป็นโมเดลที่เคยเกิดขึ้นและใช้ปฏิบัติในอดีต ชอง บอร์ด กสทช.ชุดก่อน ที่มี  พลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. ในสมัยนั้น  ที่ไม่ได้เป๋นผู้ลงนามในหลายเรื่อง แต่ที่ประชุมบอร์ด ได้มอบหมายให้  พันเอก ดร. นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เป็นผู้ลงนามแทนประธาน กสทช. ในขณะนั้น  ทำให้กระบวนการอนุมัติอนุญาตต่าง ๆ จะไม่หยุดชะงัก

สำหรับกระบวนการสรรหา กสทช. คนใหม่เข้ามาทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะต้องส่งมติของคณะกรรมการสรรหาที่ชี้ขาดเรื่องการขาดคุณสมบัติ แจ้งกลับไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นทางการในการเริ่มต้นกระบวนการ  โดยตามกฎหมายระบุว่าเมื่อมีกรณีสละสิทธิ์เกิดขึ้น ให้คณะกรรมการสรรหาชุดเดิม ดำเนินกาการ สรรหาคนใหม่แทนทันที โดยใช้คณะกรรมการสรรหาชุดเดิม ในการออกประกาศและดำเนินการคัดเลือกผู้สมัครรายใหม่  


เมื่อคณะกรรมการสรรหาคัดเลือกรายชื่อผู้เหมาะสมได้แล้ว จะต้องส่งรายชื่อดังกล่าวไปยังวุฒิสภา เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาลงมติยกมือโหวตเห็นชอบตามขั้นตอนกฎหมายก่อนนำความกราบบังคมทูลเพื่อแต่งตั้งต่อไป 

ขณะที่ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจะนับต่อเนื่องและสิ้นสุดลงพร้อมกับวาระของกรรมการชุดปัจจุบัน ที่ได้เริ่มเข้าดำรงตำแหน่งปฎิบัติงานในปี 65 และมีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี  โดยจะสิ้นสุดในปี 71